Skip to content

Posts tagged ‘uk’

(ร่าง) แบบสำรวจสภาพความพึงพอใจของนักเรียนไทย ต่อการศึกษา และการใช้ชีวิตในสหราชอาณาจักร ปี พ.ศ. 2553-2554


Version 0.3 ยินดีรับฟังข้อเสนอแนะครับ

ราคาของฟุตบอล


ฟุตบอลถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมหลักของ UK เลยทีเดียว ใครที่ได้มีโอกาสมาเรียนที่นี่ก็จะสังเกตุเห็นได้ว่า เศรษฐกิจของหลายๆ เมือง (โดยเฉพาะเมืองเล็กๆ) นั้นขับเคลื่อนโดยกีฬาฟุตบอล อุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ เช่น โรงเแรม การเดินทางขนส่งผู้โดยสาร (ทั้ง ขนส่งมวลชนแบบสาธารณะและส่วนตัว) ร้านอาหาร ผับ เป็นต้น เพราะแฟนบอลนับพันๆ คนจะเดินทางไปเชียร์ทีมรักของตนเอง ดังนั้นในสัปดาห์หน้าที่การแข่งขันฟุตบอลที่เปิดฤดูกาลใหม่จะเริ่มขึ้นอีกครั้งนั้นก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรอีกครั้ง

โดยส่วนตัวปกติผมก็จะใช้จ่ายในการไปเชียร์ฟุตบอลในสนามจริงแต่ละครั้งประมาณอย่างน้อยๆ ก็£20 หากดูที่ Cardiff แพงที่สุดก็เกือบ £200 หากไปดูนัดใหญ่ๆ เช่น FA Cup นัดชิง ค่าใช้จ่ายดังกล่าวก็จะรวมทั้ง ค่าตั๋วเข้า(เป็นหลัก) ค่าเดินทาง ค่าอาหารเครื่องดื่มในสนาม ค่าโปรแกรมแข่งประจำวัน (ประมาณ £3 -£5) ส่วนใหญ่ผมก็จะใช้เงินที่ได้จากการสอนนั่นเองครับ

วันนี้ทาง BBC ได้นำเสนอบทความที่น่าสนใจมาก ชื่อว่า Price of Football ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์ ราคาของสินค้าต่างๆ ของแต่ละสโมสรฟุตบอลในสหราชอาณาจักร จากภาพด้านบนก็จะเป็นตัวอย่างของสินค้า ห้าอย่างที่แต่ละสโมสรจำหน่ายในราคาที่แพงที่สุดและต่ำที่สุดเช่น ตั๋วหนึ่งนัดที่แพงที่สุดเป็นของทีม Arsenal (£100) ในขณะที่มีแปดสโมสรจำหน่ายในราคาเพียง (£10) รวมถึงอาหารที่ขายในสนามเช่น พาย ชา และ โปรแกรมการแข่งขันประจำวันที่ผมเองก็มักจะซื้เพื่อเป็นของที่ระลึกประจำวันอีกด้วย บทความนี้ได้เปรียบเทียบราคาของฟุตบอลกับกีฬาและกิจกรรมบันเทิงนันทนาการอืื่นๆ อีกด้วย อีกอย่างที่น่าสนใจคือปัจจุบันหลายๆ สโมสรฟุตบอลโดยเฉพาะสโทสรใหญ่มักจะขาย Hospitality พิเศษเป็นแหล่งรายได้ใหม่ ซึ่งจะรวมถึงที่นั่งพิเศษในสนาม โอกาสที่จะได้พบกับนักฟุบอลที่ชื่นชอบ ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้เข้าสโมสรอีก

เมื่อนึกถึงวงการฟุตบอลบ้านเราในระดับสโมสรที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทีมอย่างเมืองทองฯ ที่เพิ่งได้ Robbie Fowler มา หรือ แชมป์ล่าสุดอย่างบุรีรัมย์ฯ ที่ลงทุนสร้างทีมไปอย่างมาก ก็เป็นที่น่าสนใจว่าราคาของฟุตบอลบ้านเราปัจจุบันอยู่ในระดับใดและจะสามารถหรือมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปได้มากน้อยเพียงไร และมีปัจจัยใดบ้างที่จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาเปลี่ยนแปลงดังนั้น เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามวิจัยที่น่าสนใจทีเดียวครับ

แหล่งอ้างอิง: BBC

ช่องว่างทางการศึกษาในสหราชอาณาจักร


Gap is everywhere, even in the UK

จากการศึกษาของสหภาพมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย (University and College Union) หรือ UCU (มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นอาจารย์) ได้พบช่องว่างทางการศึกษาของประชากรในสหราชอาณาจักร (UK) โดยสามารถแบ่งอกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มที่มีการศึกษาดีนั้นอาศัยอยู่ในลอนดอนและทางใต้ของ UK เป็นส่วนใหญ่ (พื้นที่สีอ่อนในแผนที่)  โดยพื้นที่ที่มีสัดส่วนของผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติทางการศึกษาน้อยที่สุด (หรือมีส่วนสัดส่วนของผู้ที่มีการศึกษามากที่สุด) 5  อันดับแรกคือ

Constituency Percentage with no qualifications Rank
Brent North 1.9 1
Romsey and Southampton North 2.3 2
Wimbledon 2.6 3
Winchester 2.6 3
Leeds North West 2.7 5

ส่วนพื้นที่ที่มีสัดส่วนผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติทางการศึกษามากที่สุด 5 อันดับได้แก่

Constituency Percentage with no qualifications Rank
Glasgow North East 35.3 1
Birmingham, Hodge Hill 33.3 2
Bradford West 29.0 3
Glasgow East 29.0 3
Derby South 26.1 5

พื้นที่ดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ทางตอนกลางและทางตอนเหนือของประเทศ

ทาง UCU ได้แสดงความกังวลถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาดังกล่าวว่าจะเป็นชนวนปัญหาทางสังคมได้ในอนาคต ทั้งการผลิตแรงงานที่มีฝีมือของประเทศ รวมถึงสภาพแวลดล้อมของพื้นที่ที่มีระดับการศึกษาที่ค่อนข้างต่ำซึ่งมีระดับของอาชญากรรมค่อนข้างสูง

ทั้งนี้ยังได้วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่ยอมให้มีการขึ้นค่าเรียนจาก £3,000 เป็น £9,000 ได้นั้นว่าเป็นการทำให้ช่องว่างดังกล่าวแย่ลงไปอีก

ทาง Department of Education ได้ออกมาชี้แจงว่าแนวทางแก้ไขนั้นจะได้มีการเพิ่มจำนวนอาจารย์และทุนการศึกษาให้สำหรับนักเรียนที่ยากจนเพื่อลดช่องว่างดังกล่าว

Gap is everywhere?

ข่าวนี้อาจจะเป็นหลักฐานหนึ่งว่า ในโลกนี้ก็มีความเลื่อมล้ำอยู่ทุกแห่งไม่เว้นแต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหราชอาณาจักร ถ้าว่างๆ ผมได้ลองหาข้อมูลขอประเทศไทยแล้วพบแต่เพียงจำนวนประชากรที่อยู่ในวัยเรียน แต่ยังไม่พบสัดส่วนทางการศึกษาของประชากรทั้งหมด คิดว่าน่าจะมีอยู่ในการสำรวจสำมะโนประชากร หากใครมีข้อมูลอย่างจะแบ่งปันก็จะยินดีมากเลยครับ

ข้อสังเกตุหนึ่งสำหรับสถิติของ UK คือระบบสวัสดิการที่รัฐบาลเคยมีให้ในระดับที่สูงมาก เช่น คนที่ไม่มีงานทำก็มีมีเงินเลี้ยงดู ค่ารักษาพยาบาล ทำให้หลายๆ คนไม่อยากหางานทำและอยู่ด้วยเงินสวัสดิการนี้ไปวันๆ ทำให้รัฐบาลปัจจุบัน ต้องให้ความสำคัญกำการตรวจสอบว่าผู้ว่างงานที่สมควรจะได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าวนั้นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีความพยายามที่จะหางานแล้วจริงๆ

ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการที่จะเป็นรัฐสวัสดิการที่มีประสิทธิภาพนั้น ไม่่เรื่องง่ายๆ ที่รัฐบาลลด แลก แจก แถม อย่างเดียว แต่จะต้องมีระบบการจัดการและคัดกรองผู้ที่เหมาะสมจะได้รับสวัสดิการในระดับต่างๆ ที่ดีอีกด้วย มิฉะนั้นปัญหาต่างๆ ทั้งทางสังคมและทางเศรษฐกิจอาจจะร้ายแรงจนก่อให้เกิดวิกฤตได้

ที่มาข้อมูล BBC และ UCU

หิมะ กับ การท่องเที่ยว และ Logistics


คัดมาจาก TourismLogistics.com
URL=http://www.tourismlogistics.com/index.php?option=com_content&view=article&id=138:avalanche-effect-tourism-logistics&catid=65:remarkable-incidents&Itemid=77

Bluebird perspectives

11 กุมภาพันธ์ 2552

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (พายุ) หิมะได้ถล่มสหราชอาณาจักร (UK) โดยเฉพาะอังกฤษอย่างหนัก

ที่เวลส์เองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โรงเรียนต้องปิดทำการเรียนการสอนไปสองสามวัน สำนักข่าวบีบีซีได้ประเมินความเสียหายทางธุรกิจไว้ประมาณหนึ่งพันล้านปอนด์ และแน่นอนว่ามีเรื่องของการท่องเที่ยวรวมอยู่ด้วย

หิมะซึ่งตกหนักมากที่สุดในรอบ 18 ปีนั้น ทำให้ระบบลอจิสติกส์การท่องเที่ยว (Tourism Logistics Systems) ของถิ่นผู้ดีได้รับผลกระทบไปไม่น้อย การรถไฟต้องหยุดดำเนินการไปหลายสายโดยเฉพาะเส้นทางเข้าสู่ลอนดอน และแน่นอนสนามบิน Heathrow ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน หลายๆ เที่ยวบินต้องไปลงจอดที่ Cardiff หรือ Manchester ก่อน การเดินทางตามถนนหนทางก็ได้รับการกระทบ โดยเฉพาะสะพานที่เชื่อมจาก Wales (Cardiff) สู่อังกฤษนั้นก็ต้องปิดการใช้งานเนื่องจากก้อนหิมะที่เกาะตามสะพานอาจตกมาทำลายรถโดยสารได้ สภาพถนนบนสะพานที่ลื่นมากก็ไม่ปลอดภัยพอที่จะใช้งานได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามสำหรับสนามบิน Heathrow นั้นก็สามารถกลับมาดำเนินการตามปกติได้ภายในเวลาไม่นานนัก ทั้งนี้เนื่องจากความเป็นฮับ (Hub) ของ Heathrow เองทำให้ทรัพยากรพร้อมที่จะกลับมาดำเนินการตามระบบปกติได้ทันที คุณสมบัตินี้ทางลอจิสติกส์เรียกว่า Resilience คือเมื่อระบบได้รับการกระทบกระเทือนจากปัจจัยที่ไม่ได้คาดคิด (กรณีนี้คือหิมะ) แล้วกลับมาสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว

ผมเองก็มีส่วนร่วมในมูลค่าความเสียหายกว่าพันล้านปอนด์นั้นด้วย เนื่องจากมีแผนตามไปเชียร์ Cardiff City ที่สนาม Emirate Stadium ของสโมสรฟุตบอล Arsenal ที่ London ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ทว่าหิมะที่ตกหนักนี่เองทำให้การแข่งขันต้องเลื่อนออกไป แน่นอนว่าตั๋วรถไฟที่จองไว้ก็ไม่สามารถใช้ได้อีกเนื่องจากเป็นตั๋วราคาถูก แถมวันที่เลื่อนไปแข่งก็ไม่สามารถไปเดินทางไปชมได้อีก แต่บัตรชม FA cup replay นั้นยังสามารถขอคืนเงินได้ แต่เราต้องเสียค่าส่งไปรษณีย์แบบพิเศษ (Express delivery guaranteed next day) ซึ่งแพงมาก เพื่อรับประกันในกรณีที่ไม่สามารถส่งคืนบัตรได้ทัน หรือ เกิดการสูญหายระหว่างการขนส่ง ซึ่งไปรษณีย์พิเศษนี้จะรับประกันความเสียหายได้ถึง 500 ปอนด์

สรุปแล้วในพันล้านปอนด์มีเงินของผมอยู่ประมาณเกือบห้าสิบปอนด์

เมื่อวิเคราะห์ตามแนวคิด logistics แล้ว ลูกค้าได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง (Disruption) โดยเฉพาะผมที่ตัดสินใจคืนตั๋ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อในอนาคต (Future demand) อย่างชัดเจน ผมคงไม่ซื้อตั๋วเพื่อไปชมนัดที่แข่งนอก Cardiff อีก เพราะความเสี่ยงที่จะเสียเงินฟรีนั้นค่อนข้างสูงแม้บัตรชมฟุตบอลจะสามารถคืนได้แต่ค่าเดินทางไม่สามารถคืนได้ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของลูกค้า?

ในการแก้ไขปัญหา สโมสรฟุตบอล หรือ สมาคมฟุตบอลควรจะมีการร่วมมือกับทาง National Express ที่ให้บริการทั้งรถ Coach และรถไฟ ในการขอคืนตั๋วหรือเลื่อนตั๋วได้ ในกรณีที่มีการเลื่อนการแข่งขัน

อีกด้านหนึ่ง ในเวลาปกติก็สามารถร่วมมือกันได้โดยขายบัตรชมฟุตบอลไปพร้อมกับตั๋วเดินทาง เพราะแฟนบอลส่วนใหญ่มักชอบเดินทางไปด้วยกัน และจริงๆ แล้ว National Express ก็มีการเดินรถเที่ยวพิเศษสำหรับฟุตบอลหรือกิจกรรมใหญ่ๆ ที่จัดที่สนาม Wembley ใน London อยู่แล้ว ดังนั้นการขยายโอกาสแบบนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องยากแน่นอน

ประเด็นเรื่องการร่วมมือกันในระบบ Logistics หรือ Supply chains หรือที่เรียกว่า Collaboration นั้นมีความสำคัญอย่างมาก การท่องเที่ยวของไทยเราก็ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติอยู่บ่อยๆ เช่นกัน ดังนั้น Tourism supply chain management ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรครั้งนี้จึงจะทวีบทบาทความสำคัญขึ้นเป็นอย่างมากในการจะทำให้การท่องเที่ยวไทยมีความเจริญและยั่งยืนได้ในระยะยาว ?

เคล็ดลับ ๕ ประการพิชิตวิทยานิพนธ์


บทความชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน Samaggi Sara ฉบับที่ 82 (2011) หน้า 82-83

(Samaggi Sara เป็นวาสารของสามัคคีสมาคม (สมาคมนักเรียนไทยใน UK) ในพระบรมราชูปถัมป์ )

Screen Shot 2013-11-03 at 5.56.34 AMScreen Shot 2013-11-03 at 5.55.56 AM

การทำวิทยานิพนธ์ (ในระดับปริญญาโท) หรือที่เรียกกันว่า Dissertation นั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่นักเรียนไทยในสหราชอาณาจักร (UK) ไม่ค่อยชอบแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยหลังจากที่สอบเสร็จแล้วนักเรียนก็จะมีเวลาประมาณ ๓ เดือนเท่านั้นในการร่างแผนโครงงานวิจัย (Research Proposal) เก็บหรือค้นหาข้อมูล นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ และเขียนผลการวิจัยออกมาตามรูปแบบที่มหาวิทยาลัยหรืออาจารย์ที่ปรึกษาได้กำหนดไว้ จึงถือได้ว่าเป็นงานที่ต้องอาศัยความมีประสิทธิภาพที่สูงมาก ผมเองก็เป็นหนึ่งในนักเรียนที่ได้ผ่านประสบการณ์ดังกล่าวมาเช่นกัน จึงอยากจะแบ่งปันเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้เพื่อนๆ ที่กำลังเรียนอยู่สามารถทำวิทยานิพนธ์ได้เสร็จตามเวลาและสำเร็จผ่านไปได้ด้วยดี เคล็ดลับทั้ง ๕ ประการมีดังนี้ครับ

๑. รู้จัก เลือกหัวข้อที่เหมาะสม (Select the right topic)

หลายๆ คนประสบปัญหาระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ เนื่องจากเลือกหัวข้อผิด ที่ว่าผิดคือเลือกหัวข้อที่ฟังดูดี แต่ตนเองกลับไม่ถนัดในเรื่องนั้น เช่นไม่ถนัดการคำนวณแต่กลับเลือกหัวข้อที่ใช้คณิตศาสตร์หรือสถิติขั้นเทพ หรือ เลือกหัวข้อที่ตนเองไม่ชอบ ก็ทำวิทยานิพนธ์เคล้าน้ำตากันไป ดังนั้นอย่างน้อยขอให้เลือกหัวข้อที่เราถนัด เพื่อให้มั่นใจว่าเราสามารถทำได้ทันภานในเวลา ๓ เดือนแน่ๆ และ (หรือ) หัวข้อที่เราชอบด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแม้มันจะยากเราก็มีความสุข เช่น สำหรับผมเองแม้จะเลือกหัวข้อที่ไม่ถนัดมากนัก แต่ก็เป็นเรื่องที่ชอบนั่นก็คือการท่องเที่ยว ทำให้การวิทยานิพนธ์นั้นแม้จะประสบกับอุปสรรคมากมาย แต่ก็ยังสามารถยิ้มและสู้ต่อไปได้อย่างมีความสุข

๒. รู้จัก บริหารอาจารย์ที่ปรึกษา (Manage your supervisor)

ในระดับปริญญาโทนั้น ส่วนใหญ่อาจารย์ที่ปรึกษานอกจากจะคอยชี้แนะการทำวิทยานิพนธ์แล้ว ท่านยังเป็นผู้ให้คะแนนอีกด้วย ดังนั้นการเข้าใจในตัวอาจารย์ที่ปรึกษาจึงมีส่วนสำคัญอย่างมาก อาจารย์แต่ละคนก็มีสไตล์การทำงานที่แตกต่างกัน มีความชอบ (ทางวิชาการ) ที่แตกต่างกัน เช่น อาจารย์บางท่านชอบการเขียนที่ง่ายๆ เหมือนคุยกันในผับ ไม่ต้องใช้คำแปลกประหลาดมากมาย อาจารย์บางท่านมีความเข้มงวดสูงมาก หรืออาจารย์บางท่านเราก็ต้องคอยเข้มงวดตามงานที่เราส่งไป ดังนั้นเราจะต้องรู้จักวิธีการบริหารอาจารย์ที่ปรึกษาให้เหมาะสม วิธีที่จะทำให้รู้จักอาจารย์ (ในทางวิชาการ) ก็คือการอ่านงานวิจัยของท่าน เช่น Journal papers หรือ วิทยานิพนธ์ของนักเรียนที่ได้คะแนนดีๆ จากอาจารย์ท่านนั้น (ลองขอตัวอย่างงานที่ดีจากอาจารย์ดู) หรือ วิทยานิพนธ์ของอาจารย์ท่านเอง (ถ้าหาได้) ส่วนหลักอื่นๆ เช่นการตรงต่อเวลาทั้งการนัดหมายและการส่งงานนั้นคงไม่ต้องพูดถึงเพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว

๓. รู้จัก บริหารเวลา (Time Management!)

ปกติการทำงานใดๆ เราก็ควรจะมีการบริหารเวลาที่ดีเป็นปกติ ทว่าสำหรับการทำวิทยานิพนธ์นั้นการวางแผนและบริหารเวลานั้นยิ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากเวลาที่จำกัดประกอบกับงานวิทยานิพนธ์นั้นต้องการความละเอียดสูง อีกทั้งในช่วง ๓ เดือนอะไรก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราจึงควรต้องมีแผนสำรองเสมอ เช่น จะทำอย่างไรหากไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ หรือข้อมูลหรืองานที่ทำมาหายหรือไฟล์เสีย คอมพิวเตอร์พัง เคล็ดลับการวางแผนคือให้เผื่อเวลาไว้สำหรับทุกงานประมาณร้อยละ ๒๐ เช่นหากมีเวลา ๓ เดือน หรือ ๑๒ สัปดาห์ในการทำวิทยานิพนธ์ก็ให้วางแผนที่จะใช้เวลาประมาณ ๙ หรือ ๑๐ สัปดาห์ (รวมการเข้าเล่มด้วยนะครับ เพราะที่ UK ใช้เวลาค่อนข้างนานไม่เหมือนที่บ้านเรา) หากเป็นไปได้ควสำรองไฟล์งานเก็บไว้หลายๆ ที่เช่น External Hard Disk หรือ ส่งเข้า Email ของตนเอง โดยควรทำอย่างน้อยวันละครั้ง หรือ สองวันครั้ง

๔. รู้จักพัก (Take Care Yourself)

Work Smart! อย่าลืมว่าเราเป็นนักเรียน ไม่ใช่ Super Computer ดังนั้นจึงไม่ควรหักโหมกับการทำวิทยานิพนธ์มากจนเกินไป ควรรู้จักพักทุกชั่วโมงหรือสองชั่วโมง โดยไม่ควรพักโดยการเล่น Facebook หรือ ดู YouTube แต่ควรออกไปเดินเล่นสูดอากาศดีๆ ช่วงฤดูร้อน หรือ ออกกำลังกาย อาจไปเชียร์บอลได้บ้าง (การไปเชียร์ในสนามจริงก็เป็นการผ่อนคลายที่ดีแบบหนึ่งนะครับ) แต่อย่ามากเกินไป เป็นไปได้ควรงดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (เก็บเอาไว้ตอนที่ทำงานเสร็จแล้วจะดีกว่านะครับ) ที่สำคัญไม่ควรโต้รุ่ง พยายามนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ ๖ ถึง ๘ ชั่วโมงต่อวัน เพื่อที่จะสามารถยืนระยะได้ตลอด ๓ เดือน

๕. รู้จักพอ (Know When to Stop)

หลายๆ คนไม่ประสบความสำเร็จในการทำวิทยานิพนธ์ใน UK มากเท่าที่ควรเนื่องจาก ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะหยุด บางคนยังนั่งวิเคราะห์ผลในสัปดาห์สุดท้ายก่อนส่งหรือคืนหมาหอน (คืนก่อนส่งงาน) ก็ยังมานั่งปั่นยิกๆๆ แบบนี้โอกาสที่จะมีข้อผิดพลาดในงานนั้นสูงมาก (และโดนหักคะแนนได้ง่ายๆ) ดังนั้น ขอให้เผื่อเวลาในการตรวจทานงานอย่างน้อยสองสัปดาห์ อย่าลืมว่าเวลาอาจารย์ตรวจงานนั้นจะเริ่มจากการจับผิดก่อน ดังนั้นแม้เราจะวิเคราะห์อะไรหลายๆ อย่างมากมาย แต่กลับมีจุดที่ผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เต็มไปหมด ก็อาจจะถูกหักคะแนนมากกว่าได้คะแนนเพิ่มเสียอีก จุดที่นักเรียนมักจะผิดและอาจารย์จับได้บ่อยๆ เช่น การอ้างอิงในเนื้อหาไม่ตรงกับบรรณานุกรม (พบบ่อยๆ ในงานระดับปริญญาเอกเช่นกัน และทำให้สอบตกมาหลายรายแล้ว) รวมทั้งการรูปแบบการจัดหน้าที่ไม่เรียบร้อยและไม่สอดคล้องกันตลอดทั้งเล่ม (จำไว้ว่างานดูดีมีชัยไปกว่าครึ่ง) รวมทั้งพิมพ์ผิด เป็นต้น ดังนั้นเคล็ดลับหนึ่งที่สำคัญคือเมื่อถึงเวลาแล้วก็ต้องหยุดและตรวจทานงานที่ได้ทำมา เพื่อให้งานมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ที่สำคัญไม่ต้องเสียเงินจ้าง คนมาตรวจทานงานด้วย

เคล็ดลับทั้ง ๕ ประการนั้นมาจากประสบการณ์ส่วนตัวซึ่งอาจจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่กำลังจะทำวิทยานิพนธ์ โดยเฉพาะสายธุรกิจ และ โลจิสติกส์ อย่างไรก็ตามแต่ละคนก็มีเคล็ดลับและวิธีทำงานที่แตกต่างกันออกไป การประยุกต์ใช้เคล็ดลับทั้ง ๕ ข้อนั้นก็ย่อมแตกต่างกันออกไป สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการทำวิทยานิพนธ์ตามที่ตั้งใจไว้ด้วยครับ

%d bloggers like this: