(ร่าง) แบบสำรวจสภาพความพึงพอใจของนักเรียนไทย ต่อการศึกษา และการใช้ชีวิตในสหราชอาณาจักร ปี พ.ศ. 2553-2554
Version 0.3 ยินดีรับฟังข้อเสนอแนะครับ
Aug 10
Version 0.3 ยินดีรับฟังข้อเสนอแนะครับ
ฟุตบอลถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมหลักของ UK เลยทีเดียว ใครที่ได้มีโอกาสมาเรียนที่นี่ก็จะสังเกตุเห็นได้ว่า เศรษฐกิจของหลายๆ เมือง (โดยเฉพาะเมืองเล็กๆ) นั้นขับเคลื่อนโดยกีฬาฟุตบอล อุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ เช่น โรงเแรม การเดินทางขนส่งผู้โดยสาร (ทั้ง ขนส่งมวลชนแบบสาธารณะและส่วนตัว) ร้านอาหาร ผับ เป็นต้น เพราะแฟนบอลนับพันๆ คนจะเดินทางไปเชียร์ทีมรักของตนเอง ดังนั้นในสัปดาห์หน้าที่การแข่งขันฟุตบอลที่เปิดฤดูกาลใหม่จะเริ่มขึ้นอีกครั้งนั้นก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรอีกครั้ง
โดยส่วนตัวปกติผมก็จะใช้จ่ายในการไปเชียร์ฟุตบอลในสนามจริงแต่ละครั้งประมาณอย่างน้อยๆ ก็£20 หากดูที่ Cardiff แพงที่สุดก็เกือบ £200 หากไปดูนัดใหญ่ๆ เช่น FA Cup นัดชิง ค่าใช้จ่ายดังกล่าวก็จะรวมทั้ง ค่าตั๋วเข้า(เป็นหลัก) ค่าเดินทาง ค่าอาหารเครื่องดื่มในสนาม ค่าโปรแกรมแข่งประจำวัน (ประมาณ £3 -£5) ส่วนใหญ่ผมก็จะใช้เงินที่ได้จากการสอนนั่นเองครับ
วันนี้ทาง BBC ได้นำเสนอบทความที่น่าสนใจมาก ชื่อว่า Price of Football ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์ ราคาของสินค้าต่างๆ ของแต่ละสโมสรฟุตบอลในสหราชอาณาจักร จากภาพด้านบนก็จะเป็นตัวอย่างของสินค้า ห้าอย่างที่แต่ละสโมสรจำหน่ายในราคาที่แพงที่สุดและต่ำที่สุดเช่น ตั๋วหนึ่งนัดที่แพงที่สุดเป็นของทีม Arsenal (£100) ในขณะที่มีแปดสโมสรจำหน่ายในราคาเพียง (£10) รวมถึงอาหารที่ขายในสนามเช่น พาย ชา และ โปรแกรมการแข่งขันประจำวันที่ผมเองก็มักจะซื้เพื่อเป็นของที่ระลึกประจำวันอีกด้วย บทความนี้ได้เปรียบเทียบราคาของฟุตบอลกับกีฬาและกิจกรรมบันเทิงนันทนาการอืื่นๆ อีกด้วย อีกอย่างที่น่าสนใจคือปัจจุบันหลายๆ สโมสรฟุตบอลโดยเฉพาะสโทสรใหญ่มักจะขาย Hospitality พิเศษเป็นแหล่งรายได้ใหม่ ซึ่งจะรวมถึงที่นั่งพิเศษในสนาม โอกาสที่จะได้พบกับนักฟุบอลที่ชื่นชอบ ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้เข้าสโมสรอีก
เมื่อนึกถึงวงการฟุตบอลบ้านเราในระดับสโมสรที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทีมอย่างเมืองทองฯ ที่เพิ่งได้ Robbie Fowler มา หรือ แชมป์ล่าสุดอย่างบุรีรัมย์ฯ ที่ลงทุนสร้างทีมไปอย่างมาก ก็เป็นที่น่าสนใจว่าราคาของฟุตบอลบ้านเราปัจจุบันอยู่ในระดับใดและจะสามารถหรือมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปได้มากน้อยเพียงไร และมีปัจจัยใดบ้างที่จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาเปลี่ยนแปลงดังนั้น เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามวิจัยที่น่าสนใจทีเดียวครับ
แหล่งอ้างอิง: BBC
Gap is everywhere, even in the UK
จากการศึกษาของสหภาพมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย (University and College Union) หรือ UCU (มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นอาจารย์) ได้พบช่องว่างทางการศึกษาของประชากรในสหราชอาณาจักร (UK) โดยสามารถแบ่งอกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มที่มีการศึกษาดีนั้นอาศัยอยู่ในลอนดอนและทางใต้ของ UK เป็นส่วนใหญ่ (พื้นที่สีอ่อนในแผนที่) โดยพื้นที่ที่มีสัดส่วนของผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติทางการศึกษาน้อยที่สุด (หรือมีส่วนสัดส่วนของผู้ที่มีการศึกษามากที่สุด) 5 อันดับแรกคือ
| Constituency | Percentage with no qualifications | Rank |
| Brent North | 1.9 | 1 |
| Romsey and Southampton North | 2.3 | 2 |
| Wimbledon | 2.6 | 3 |
| Winchester | 2.6 | 3 |
| Leeds North West | 2.7 | 5 |
ส่วนพื้นที่ที่มีสัดส่วนผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติทางการศึกษามากที่สุด 5 อันดับได้แก่
| Constituency | Percentage with no qualifications | Rank |
| Glasgow North East | 35.3 | 1 |
| Birmingham, Hodge Hill | 33.3 | 2 |
| Bradford West | 29.0 | 3 |
| Glasgow East | 29.0 | 3 |
| Derby South | 26.1 | 5 |
พื้นที่ดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ทางตอนกลางและทางตอนเหนือของประเทศ
ทาง UCU ได้แสดงความกังวลถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาดังกล่าวว่าจะเป็นชนวนปัญหาทางสังคมได้ในอนาคต ทั้งการผลิตแรงงานที่มีฝีมือของประเทศ รวมถึงสภาพแวลดล้อมของพื้นที่ที่มีระดับการศึกษาที่ค่อนข้างต่ำซึ่งมีระดับของอาชญากรรมค่อนข้างสูง
ทั้งนี้ยังได้วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่ยอมให้มีการขึ้นค่าเรียนจาก £3,000 เป็น £9,000 ได้นั้นว่าเป็นการทำให้ช่องว่างดังกล่าวแย่ลงไปอีก
ทาง Department of Education ได้ออกมาชี้แจงว่าแนวทางแก้ไขนั้นจะได้มีการเพิ่มจำนวนอาจารย์และทุนการศึกษาให้สำหรับนักเรียนที่ยากจนเพื่อลดช่องว่างดังกล่าว
Gap is everywhere?
ข่าวนี้อาจจะเป็นหลักฐานหนึ่งว่า ในโลกนี้ก็มีความเลื่อมล้ำอยู่ทุกแห่งไม่เว้นแต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหราชอาณาจักร ถ้าว่างๆ ผมได้ลองหาข้อมูลขอประเทศไทยแล้วพบแต่เพียงจำนวนประชากรที่อยู่ในวัยเรียน แต่ยังไม่พบสัดส่วนทางการศึกษาของประชากรทั้งหมด คิดว่าน่าจะมีอยู่ในการสำรวจสำมะโนประชากร หากใครมีข้อมูลอย่างจะแบ่งปันก็จะยินดีมากเลยครับ
ข้อสังเกตุหนึ่งสำหรับสถิติของ UK คือระบบสวัสดิการที่รัฐบาลเคยมีให้ในระดับที่สูงมาก เช่น คนที่ไม่มีงานทำก็มีมีเงินเลี้ยงดู ค่ารักษาพยาบาล ทำให้หลายๆ คนไม่อยากหางานทำและอยู่ด้วยเงินสวัสดิการนี้ไปวันๆ ทำให้รัฐบาลปัจจุบัน ต้องให้ความสำคัญกำการตรวจสอบว่าผู้ว่างงานที่สมควรจะได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าวนั้นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีความพยายามที่จะหางานแล้วจริงๆ
ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการที่จะเป็นรัฐสวัสดิการที่มีประสิทธิภาพนั้น ไม่่เรื่องง่ายๆ ที่รัฐบาลลด แลก แจก แถม อย่างเดียว แต่จะต้องมีระบบการจัดการและคัดกรองผู้ที่เหมาะสมจะได้รับสวัสดิการในระดับต่างๆ ที่ดีอีกด้วย มิฉะนั้นปัญหาต่างๆ ทั้งทางสังคมและทางเศรษฐกิจอาจจะร้ายแรงจนก่อให้เกิดวิกฤตได้
Jul 2
คัดมาจาก TourismLogistics.com
URL=http://www.tourismlogistics.com/index.php?option=com_content&view=article&id=138:avalanche-effect-tourism-logistics&catid=65:remarkable-incidents&Itemid=77
Bluebird perspectives
11 กุมภาพันธ์ 2552
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (พายุ) หิมะได้ถล่มสหราชอาณาจักร (UK) โดยเฉพาะอังกฤษอย่างหนัก
ที่เวลส์เองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โรงเรียนต้องปิดทำการเรียนการสอนไปสองสามวัน สำนักข่าวบีบีซีได้ประเมินความเสียหายทางธุรกิจไว้ประมาณหนึ่งพันล้านปอนด์ และแน่นอนว่ามีเรื่องของการท่องเที่ยวรวมอยู่ด้วย
หิมะซึ่งตกหนักมากที่สุดในรอบ 18 ปีนั้น ทำให้ระบบลอจิสติกส์การท่องเที่ยว (Tourism Logistics Systems) ของถิ่นผู้ดีได้รับผลกระทบไปไม่น้อย การรถไฟต้องหยุดดำเนินการไปหลายสายโดยเฉพาะเส้นทางเข้าสู่ลอนดอน และแน่นอนสนามบิน Heathrow ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน หลายๆ เที่ยวบินต้องไปลงจอดที่ Cardiff หรือ Manchester ก่อน การเดินทางตามถนนหนทางก็ได้รับการกระทบ โดยเฉพาะสะพานที่เชื่อมจาก Wales (Cardiff) สู่อังกฤษนั้นก็ต้องปิดการใช้งานเนื่องจากก้อนหิมะที่เกาะตามสะพานอาจตกมาทำลายรถโดยสารได้ สภาพถนนบนสะพานที่ลื่นมากก็ไม่ปลอดภัยพอที่จะใช้งานได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามสำหรับสนามบิน Heathrow นั้นก็สามารถกลับมาดำเนินการตามปกติได้ภายในเวลาไม่นานนัก ทั้งนี้เนื่องจากความเป็นฮับ (Hub) ของ Heathrow เองทำให้ทรัพยากรพร้อมที่จะกลับมาดำเนินการตามระบบปกติได้ทันที คุณสมบัตินี้ทางลอจิสติกส์เรียกว่า Resilience คือเมื่อระบบได้รับการกระทบกระเทือนจากปัจจัยที่ไม่ได้คาดคิด (กรณีนี้คือหิมะ) แล้วกลับมาสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว
ผมเองก็มีส่วนร่วมในมูลค่าความเสียหายกว่าพันล้านปอนด์นั้นด้วย เนื่องจากมีแผนตามไปเชียร์ Cardiff City ที่สนาม Emirate Stadium ของสโมสรฟุตบอล Arsenal ที่ London ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ทว่าหิมะที่ตกหนักนี่เองทำให้การแข่งขันต้องเลื่อนออกไป แน่นอนว่าตั๋วรถไฟที่จองไว้ก็ไม่สามารถใช้ได้อีกเนื่องจากเป็นตั๋วราคาถูก แถมวันที่เลื่อนไปแข่งก็ไม่สามารถไปเดินทางไปชมได้อีก แต่บัตรชม FA cup replay นั้นยังสามารถขอคืนเงินได้ แต่เราต้องเสียค่าส่งไปรษณีย์แบบพิเศษ (Express delivery guaranteed next day) ซึ่งแพงมาก เพื่อรับประกันในกรณีที่ไม่สามารถส่งคืนบัตรได้ทัน หรือ เกิดการสูญหายระหว่างการขนส่ง ซึ่งไปรษณีย์พิเศษนี้จะรับประกันความเสียหายได้ถึง 500 ปอนด์
สรุปแล้วในพันล้านปอนด์มีเงินของผมอยู่ประมาณเกือบห้าสิบปอนด์
เมื่อวิเคราะห์ตามแนวคิด logistics แล้ว ลูกค้าได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง (Disruption) โดยเฉพาะผมที่ตัดสินใจคืนตั๋ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อในอนาคต (Future demand) อย่างชัดเจน ผมคงไม่ซื้อตั๋วเพื่อไปชมนัดที่แข่งนอก Cardiff อีก เพราะความเสี่ยงที่จะเสียเงินฟรีนั้นค่อนข้างสูงแม้บัตรชมฟุตบอลจะสามารถคืนได้แต่ค่าเดินทางไม่สามารถคืนได้ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของลูกค้า?
ในการแก้ไขปัญหา สโมสรฟุตบอล หรือ สมาคมฟุตบอลควรจะมีการร่วมมือกับทาง National Express ที่ให้บริการทั้งรถ Coach และรถไฟ ในการขอคืนตั๋วหรือเลื่อนตั๋วได้ ในกรณีที่มีการเลื่อนการแข่งขัน
อีกด้านหนึ่ง ในเวลาปกติก็สามารถร่วมมือกันได้โดยขายบัตรชมฟุตบอลไปพร้อมกับตั๋วเดินทาง เพราะแฟนบอลส่วนใหญ่มักชอบเดินทางไปด้วยกัน และจริงๆ แล้ว National Express ก็มีการเดินรถเที่ยวพิเศษสำหรับฟุตบอลหรือกิจกรรมใหญ่ๆ ที่จัดที่สนาม Wembley ใน London อยู่แล้ว ดังนั้นการขยายโอกาสแบบนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องยากแน่นอน
ประเด็นเรื่องการร่วมมือกันในระบบ Logistics หรือ Supply chains หรือที่เรียกว่า Collaboration นั้นมีความสำคัญอย่างมาก การท่องเที่ยวของไทยเราก็ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติอยู่บ่อยๆ เช่นกัน ดังนั้น Tourism supply chain management ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรครั้งนี้จึงจะทวีบทบาทความสำคัญขึ้นเป็นอย่างมากในการจะทำให้การท่องเที่ยวไทยมีความเจริญและยั่งยืนได้ในระยะยาว ?
(Samaggi Sara เป็นวาสารของสามัคคีสมาคม (สมาคมนักเรียนไทยใน UK) ในพระบรมราชูปถัมป์ )
การทำวิทยานิพนธ์ (ในระดับปริญญาโท) หรือที่เรียกกันว่า Dissertation นั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่นักเรียนไทยในสหราชอาณาจักร (UK) ไม่ค่อยชอบแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยหลังจากที่สอบเสร็จแล้วนักเรียนก็จะมีเวลาประมาณ ๓ เดือนเท่านั้นในการร่างแผนโครงงานวิจัย (Research Proposal) เก็บหรือค้นหาข้อมูล นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ และเขียนผลการวิจัยออกมาตามรูปแบบที่มหาวิทยาลัยหรืออาจารย์ที่ปรึกษาได้กำหนดไว้ จึงถือได้ว่าเป็นงานที่ต้องอาศัยความมีประสิทธิภาพที่สูงมาก ผมเองก็เป็นหนึ่งในนักเรียนที่ได้ผ่านประสบการณ์ดังกล่าวมาเช่นกัน จึงอยากจะแบ่งปันเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้เพื่อนๆ ที่กำลังเรียนอยู่สามารถทำวิทยานิพนธ์ได้เสร็จตามเวลาและสำเร็จผ่านไปได้ด้วยดี เคล็ดลับทั้ง ๕ ประการมีดังนี้ครับ
หลายๆ คนประสบปัญหาระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ เนื่องจากเลือกหัวข้อผิด ที่ว่าผิดคือเลือกหัวข้อที่ฟังดูดี แต่ตนเองกลับไม่ถนัดในเรื่องนั้น เช่นไม่ถนัดการคำนวณแต่กลับเลือกหัวข้อที่ใช้คณิตศาสตร์หรือสถิติขั้นเทพ หรือ เลือกหัวข้อที่ตนเองไม่ชอบ ก็ทำวิทยานิพนธ์เคล้าน้ำตากันไป ดังนั้นอย่างน้อยขอให้เลือกหัวข้อที่เราถนัด เพื่อให้มั่นใจว่าเราสามารถทำได้ทันภานในเวลา ๓ เดือนแน่ๆ และ (หรือ) หัวข้อที่เราชอบด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแม้มันจะยากเราก็มีความสุข เช่น สำหรับผมเองแม้จะเลือกหัวข้อที่ไม่ถนัดมากนัก แต่ก็เป็นเรื่องที่ชอบนั่นก็คือการท่องเที่ยว ทำให้การวิทยานิพนธ์นั้นแม้จะประสบกับอุปสรรคมากมาย แต่ก็ยังสามารถยิ้มและสู้ต่อไปได้อย่างมีความสุข
ในระดับปริญญาโทนั้น ส่วนใหญ่อาจารย์ที่ปรึกษานอกจากจะคอยชี้แนะการทำวิทยานิพนธ์แล้ว ท่านยังเป็นผู้ให้คะแนนอีกด้วย ดังนั้นการเข้าใจในตัวอาจารย์ที่ปรึกษาจึงมีส่วนสำคัญอย่างมาก อาจารย์แต่ละคนก็มีสไตล์การทำงานที่แตกต่างกัน มีความชอบ (ทางวิชาการ) ที่แตกต่างกัน เช่น อาจารย์บางท่านชอบการเขียนที่ง่ายๆ เหมือนคุยกันในผับ ไม่ต้องใช้คำแปลกประหลาดมากมาย อาจารย์บางท่านมีความเข้มงวดสูงมาก หรืออาจารย์บางท่านเราก็ต้องคอยเข้มงวดตามงานที่เราส่งไป ดังนั้นเราจะต้องรู้จักวิธีการบริหารอาจารย์ที่ปรึกษาให้เหมาะสม วิธีที่จะทำให้รู้จักอาจารย์ (ในทางวิชาการ) ก็คือการอ่านงานวิจัยของท่าน เช่น Journal papers หรือ วิทยานิพนธ์ของนักเรียนที่ได้คะแนนดีๆ จากอาจารย์ท่านนั้น (ลองขอตัวอย่างงานที่ดีจากอาจารย์ดู) หรือ วิทยานิพนธ์ของอาจารย์ท่านเอง (ถ้าหาได้) ส่วนหลักอื่นๆ เช่นการตรงต่อเวลาทั้งการนัดหมายและการส่งงานนั้นคงไม่ต้องพูดถึงเพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว
ปกติการทำงานใดๆ เราก็ควรจะมีการบริหารเวลาที่ดีเป็นปกติ ทว่าสำหรับการทำวิทยานิพนธ์นั้นการวางแผนและบริหารเวลานั้นยิ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากเวลาที่จำกัดประกอบกับงานวิทยานิพนธ์นั้นต้องการความละเอียดสูง อีกทั้งในช่วง ๓ เดือนอะไรก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราจึงควรต้องมีแผนสำรองเสมอ เช่น จะทำอย่างไรหากไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ หรือข้อมูลหรืองานที่ทำมาหายหรือไฟล์เสีย คอมพิวเตอร์พัง เคล็ดลับการวางแผนคือให้เผื่อเวลาไว้สำหรับทุกงานประมาณร้อยละ ๒๐ เช่นหากมีเวลา ๓ เดือน หรือ ๑๒ สัปดาห์ในการทำวิทยานิพนธ์ก็ให้วางแผนที่จะใช้เวลาประมาณ ๙ หรือ ๑๐ สัปดาห์ (รวมการเข้าเล่มด้วยนะครับ เพราะที่ UK ใช้เวลาค่อนข้างนานไม่เหมือนที่บ้านเรา) หากเป็นไปได้ควสำรองไฟล์งานเก็บไว้หลายๆ ที่เช่น External Hard Disk หรือ ส่งเข้า Email ของตนเอง โดยควรทำอย่างน้อยวันละครั้ง หรือ สองวันครั้ง
Work Smart! อย่าลืมว่าเราเป็นนักเรียน ไม่ใช่ Super Computer ดังนั้นจึงไม่ควรหักโหมกับการทำวิทยานิพนธ์มากจนเกินไป ควรรู้จักพักทุกชั่วโมงหรือสองชั่วโมง โดยไม่ควรพักโดยการเล่น Facebook หรือ ดู YouTube แต่ควรออกไปเดินเล่นสูดอากาศดีๆ ช่วงฤดูร้อน หรือ ออกกำลังกาย อาจไปเชียร์บอลได้บ้าง (การไปเชียร์ในสนามจริงก็เป็นการผ่อนคลายที่ดีแบบหนึ่งนะครับ) แต่อย่ามากเกินไป เป็นไปได้ควรงดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (เก็บเอาไว้ตอนที่ทำงานเสร็จแล้วจะดีกว่านะครับ) ที่สำคัญไม่ควรโต้รุ่ง พยายามนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ ๖ ถึง ๘ ชั่วโมงต่อวัน เพื่อที่จะสามารถยืนระยะได้ตลอด ๓ เดือน
หลายๆ คนไม่ประสบความสำเร็จในการทำวิทยานิพนธ์ใน UK มากเท่าที่ควรเนื่องจาก ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะหยุด บางคนยังนั่งวิเคราะห์ผลในสัปดาห์สุดท้ายก่อนส่งหรือคืนหมาหอน (คืนก่อนส่งงาน) ก็ยังมานั่งปั่นยิกๆๆ แบบนี้โอกาสที่จะมีข้อผิดพลาดในงานนั้นสูงมาก (และโดนหักคะแนนได้ง่ายๆ) ดังนั้น ขอให้เผื่อเวลาในการตรวจทานงานอย่างน้อยสองสัปดาห์ อย่าลืมว่าเวลาอาจารย์ตรวจงานนั้นจะเริ่มจากการจับผิดก่อน ดังนั้นแม้เราจะวิเคราะห์อะไรหลายๆ อย่างมากมาย แต่กลับมีจุดที่ผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เต็มไปหมด ก็อาจจะถูกหักคะแนนมากกว่าได้คะแนนเพิ่มเสียอีก จุดที่นักเรียนมักจะผิดและอาจารย์จับได้บ่อยๆ เช่น การอ้างอิงในเนื้อหาไม่ตรงกับบรรณานุกรม (พบบ่อยๆ ในงานระดับปริญญาเอกเช่นกัน และทำให้สอบตกมาหลายรายแล้ว) รวมทั้งการรูปแบบการจัดหน้าที่ไม่เรียบร้อยและไม่สอดคล้องกันตลอดทั้งเล่ม (จำไว้ว่างานดูดีมีชัยไปกว่าครึ่ง) รวมทั้งพิมพ์ผิด เป็นต้น ดังนั้นเคล็ดลับหนึ่งที่สำคัญคือเมื่อถึงเวลาแล้วก็ต้องหยุดและตรวจทานงานที่ได้ทำมา เพื่อให้งานมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ที่สำคัญไม่ต้องเสียเงินจ้าง คนมาตรวจทานงานด้วย
เคล็ดลับทั้ง ๕ ประการนั้นมาจากประสบการณ์ส่วนตัวซึ่งอาจจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่กำลังจะทำวิทยานิพนธ์ โดยเฉพาะสายธุรกิจ และ โลจิสติกส์ อย่างไรก็ตามแต่ละคนก็มีเคล็ดลับและวิธีทำงานที่แตกต่างกันออกไป การประยุกต์ใช้เคล็ดลับทั้ง ๕ ข้อนั้นก็ย่อมแตกต่างกันออกไป สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการทำวิทยานิพนธ์ตามที่ตั้งใจไว้ด้วยครับ