Skip to content

Posts by Pairach

Steps to run SEM


There are several books discussing about how to perform SEM.

Here, I will illustrate those steps from my experience in papers and thesis.

1. Conceptualise the model or set the hypotheses
2. Operationalise the measures in the model
3. Get the data (primary or secondary)
4. Check the data i.e., normality, reliability
5. Fitting measurement model (latent variable model)
6. Fitting the full model (structural model = measurement + path analysis)
7. Access model’s fitness i.e., fit indices,

Optional steps

8. Modify model e.g., modification indices
9. Check common method bias
10. Bootstrapping

More details in each step will follow soon.

1 June 2011
D46, Aberconway, Cardiff, UK

หิมะ กับ การท่องเที่ยว และ Logistics


คัดมาจาก TourismLogistics.com
URL=http://www.tourismlogistics.com/index.php?option=com_content&view=article&id=138:avalanche-effect-tourism-logistics&catid=65:remarkable-incidents&Itemid=77

Bluebird perspectives

11 กุมภาพันธ์ 2552

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (พายุ) หิมะได้ถล่มสหราชอาณาจักร (UK) โดยเฉพาะอังกฤษอย่างหนัก

ที่เวลส์เองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โรงเรียนต้องปิดทำการเรียนการสอนไปสองสามวัน สำนักข่าวบีบีซีได้ประเมินความเสียหายทางธุรกิจไว้ประมาณหนึ่งพันล้านปอนด์ และแน่นอนว่ามีเรื่องของการท่องเที่ยวรวมอยู่ด้วย

หิมะซึ่งตกหนักมากที่สุดในรอบ 18 ปีนั้น ทำให้ระบบลอจิสติกส์การท่องเที่ยว (Tourism Logistics Systems) ของถิ่นผู้ดีได้รับผลกระทบไปไม่น้อย การรถไฟต้องหยุดดำเนินการไปหลายสายโดยเฉพาะเส้นทางเข้าสู่ลอนดอน และแน่นอนสนามบิน Heathrow ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน หลายๆ เที่ยวบินต้องไปลงจอดที่ Cardiff หรือ Manchester ก่อน การเดินทางตามถนนหนทางก็ได้รับการกระทบ โดยเฉพาะสะพานที่เชื่อมจาก Wales (Cardiff) สู่อังกฤษนั้นก็ต้องปิดการใช้งานเนื่องจากก้อนหิมะที่เกาะตามสะพานอาจตกมาทำลายรถโดยสารได้ สภาพถนนบนสะพานที่ลื่นมากก็ไม่ปลอดภัยพอที่จะใช้งานได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามสำหรับสนามบิน Heathrow นั้นก็สามารถกลับมาดำเนินการตามปกติได้ภายในเวลาไม่นานนัก ทั้งนี้เนื่องจากความเป็นฮับ (Hub) ของ Heathrow เองทำให้ทรัพยากรพร้อมที่จะกลับมาดำเนินการตามระบบปกติได้ทันที คุณสมบัตินี้ทางลอจิสติกส์เรียกว่า Resilience คือเมื่อระบบได้รับการกระทบกระเทือนจากปัจจัยที่ไม่ได้คาดคิด (กรณีนี้คือหิมะ) แล้วกลับมาสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว

ผมเองก็มีส่วนร่วมในมูลค่าความเสียหายกว่าพันล้านปอนด์นั้นด้วย เนื่องจากมีแผนตามไปเชียร์ Cardiff City ที่สนาม Emirate Stadium ของสโมสรฟุตบอล Arsenal ที่ London ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ทว่าหิมะที่ตกหนักนี่เองทำให้การแข่งขันต้องเลื่อนออกไป แน่นอนว่าตั๋วรถไฟที่จองไว้ก็ไม่สามารถใช้ได้อีกเนื่องจากเป็นตั๋วราคาถูก แถมวันที่เลื่อนไปแข่งก็ไม่สามารถไปเดินทางไปชมได้อีก แต่บัตรชม FA cup replay นั้นยังสามารถขอคืนเงินได้ แต่เราต้องเสียค่าส่งไปรษณีย์แบบพิเศษ (Express delivery guaranteed next day) ซึ่งแพงมาก เพื่อรับประกันในกรณีที่ไม่สามารถส่งคืนบัตรได้ทัน หรือ เกิดการสูญหายระหว่างการขนส่ง ซึ่งไปรษณีย์พิเศษนี้จะรับประกันความเสียหายได้ถึง 500 ปอนด์

สรุปแล้วในพันล้านปอนด์มีเงินของผมอยู่ประมาณเกือบห้าสิบปอนด์

เมื่อวิเคราะห์ตามแนวคิด logistics แล้ว ลูกค้าได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง (Disruption) โดยเฉพาะผมที่ตัดสินใจคืนตั๋ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อในอนาคต (Future demand) อย่างชัดเจน ผมคงไม่ซื้อตั๋วเพื่อไปชมนัดที่แข่งนอก Cardiff อีก เพราะความเสี่ยงที่จะเสียเงินฟรีนั้นค่อนข้างสูงแม้บัตรชมฟุตบอลจะสามารถคืนได้แต่ค่าเดินทางไม่สามารถคืนได้ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของลูกค้า?

ในการแก้ไขปัญหา สโมสรฟุตบอล หรือ สมาคมฟุตบอลควรจะมีการร่วมมือกับทาง National Express ที่ให้บริการทั้งรถ Coach และรถไฟ ในการขอคืนตั๋วหรือเลื่อนตั๋วได้ ในกรณีที่มีการเลื่อนการแข่งขัน

อีกด้านหนึ่ง ในเวลาปกติก็สามารถร่วมมือกันได้โดยขายบัตรชมฟุตบอลไปพร้อมกับตั๋วเดินทาง เพราะแฟนบอลส่วนใหญ่มักชอบเดินทางไปด้วยกัน และจริงๆ แล้ว National Express ก็มีการเดินรถเที่ยวพิเศษสำหรับฟุตบอลหรือกิจกรรมใหญ่ๆ ที่จัดที่สนาม Wembley ใน London อยู่แล้ว ดังนั้นการขยายโอกาสแบบนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องยากแน่นอน

ประเด็นเรื่องการร่วมมือกันในระบบ Logistics หรือ Supply chains หรือที่เรียกว่า Collaboration นั้นมีความสำคัญอย่างมาก การท่องเที่ยวของไทยเราก็ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติอยู่บ่อยๆ เช่นกัน ดังนั้น Tourism supply chain management ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรครั้งนี้จึงจะทวีบทบาทความสำคัญขึ้นเป็นอย่างมากในการจะทำให้การท่องเที่ยวไทยมีความเจริญและยั่งยืนได้ในระยะยาว ?

ประลองนโยบายโลจิสติกส์ ประชาธิปัตย์ vs เพื่อไทย


พรรคประชาธิปัตย์

นโยบายในหมวด “ประเทศต้องเดินหน้า”

รถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน เชื่อมคุณหมิง ภาคอีสานสู่ภาคใต้เชื่อมต่อไปยังมาเลเซียเพื่อพัฒนาการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยว

เชื่อมเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้

ระยะแรก ลงทุน 150,000 ล้านบาท หนองคาย-กทม. เริ่มให้บริการ ปี 2559
ระยะสอง ลงทุน 230,000 ล้านบาท กทม.-ปาดังเบซาร์ เริ่มให้บริการ ปี 2563

เดินทางสะดวกสบายและปลอดภัย
ลดเวลาเดินทางกว่าครึ่ง
เลิกทนกับความแออัด ล่าช้า เลิกเสี่ยงกับอุบัติเหตุ โดยเฉพาะช่วงเทศกาล

สร้างรายได้ กระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น
เพิ่มการจ้างงานที่ต่อเนื่องกับการลงทุนก่อสร้าง
นำสินค้าเกษตรไทยสดใหม่ สู่ตลาดจีน แหลมฉบัง มาเลเซีย สิงคโปร์ได้รวดเร็ว
เปิดตลาดใหม่ ให้ธุรกิจและSME ค้าขายสะดวกขึ้น
ส่งเสริมการท่องเที่ยว เพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน และที่ดินตลอดเส้นทาง

สร้างความเข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถให้เศรษฐกิจไทย
สร้างความได้เปรียบให้ไทย จากการเป็นศูนย์กลางอาเซียน
เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุน ลดเวลา ลดพลังงาน ลดมลภาวะ

ที่มา: http://campaign.democrat.or.th/policies/thailand/rails

อีกนโยบายเป็นเรื่องการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าซึ่งอยู่ในหมวด กรุงเทพต้องเดินหน้า
มีรายละเอียดดังนี้

เดินทางสะดวก ด้วยระบบขนส่งมวลชนที่สะอาด รวดเร็ว ปลอดภัย และทั่วถึง

  • รถไฟฟ้าครอบคลุมพื้นที่ กทม. และปริมณฑล
  • รถไฟฟ้า 12 สาย ระยะทางรวม 509 กม. สร้างแล้ว 75 กม.
  • เชื่อม กทม.-ปริมณฑล (นนทบุรี-ปทุมธานี-สมุทรปราการ) โดย รถไฟฟ้า 166 กม. ภายใน 5 ปี
  • เพิ่มการเชื่อมต่อสนามบินดอนเมือง ให้เกิดความสะดวก เพื่อใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ และฟื้นเศรษฐกิจโดยรอบ
  • พัฒนาสถานีบางซื่อและสถานีมักกะสันเป็นศูนย์คมนาคม เชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูง
  • รถเมล์ สะอาด รวดเร็ว ปลอดภัย
  • บริการฟรีนักเรียน-คนพิการ-ผู้สูงอายุ
  • ปรับเส้นทางเดินรถเชื่อมระบบรางและทางน้ำ
  • ตั๋วร่วม รถไฟ-รถเมล์-เรือ เดินทางได้ทุกระบบขนส่งมวลชน

ที่มา: http://campaign.democrat.or.th/policies/bangkok/transportation

พรรคเพื่อไทย

วิสัยทัศน์ประเทศไทย 2020 ที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์

(เป้าหมายการพัฒนาสู่ความสำเร็จ)

6. การคมนาคมขนส่งในกรุงเทพฯ จะสะดวกยิ่งขึ้นเพราะรถไฟฟ้าจะเสร็จทั้ง 10 สาย มีการสร้างมืองใหม่ และที่อยู่อาศัยออกไปตามเส้นทางรถไฟฟ้า

7. การคมนาคมขนส่งระบบราง จะครอบคลุมทั้งประเทศ มีทั้งรถไปความเร็วสูงเชื่อมเมืองสำคัญ รถไฟรางคู่ และระบบขนส่งเชื่อมโยงทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จะทำให้ค่าขนส่งสินค้า (logistic Cost) ของไทยลดลงจากปัจจุบัน 25%

8. ประเทศไทยจะเป้นประเทศอันดับต้นๆ ของเอเชีย ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) จะทำให้เด็กไทยเข้าถึงข้อมูลทั่วโลกได้ พร้อมทั้งระบบการเรียนการสอนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ทุกตำบลจะเป็นตำบลดิจิตอล

(อนาคตประเทศไทย)

15. ไทยจะเป็นศูนย์กลางการบินของเอเชีย จะมีนักท่องเที่ยวเป็น 30 ล้านคนต่อปี สนามบินทั้งดอนเมือง และอู่ตะเภา จะถูกนำมาใช้เป้นสนามบินสากล

16. สินค้าไทยจะเป็นสินค้าที่ทำรายได้จากการสร้างมูลค่า (value Creation) มากกว่าการขายวัตถุดิบหรือจ้างทำของ

ที่มา: http://www.ptp.or.th/lettter.htm

เมื่อลองดูใน website ของพรรคแล้ว นโยบายโลจิสติกส์ น่าจะอยู่ในหมวด นโยบายด้านคมนาคม
ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

นโยบายคมนาคม

การคมนาคมเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ การคมนาคมขนส่งสินค้า หรือผู้คน จำเป็นที่จะต้องเข้าถึงทุกพื้นที่ในประเทศไทย และจะต้องเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว รวมไปถึงการพัฒนาการคมนาคมเฉพาะส่วนที่จะช่วยส่งเสริมให้ระบบเศรษฐกิจ มีความเจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว

พรรคจะดำเนินการพัฒนาระบบคมนาคมในทุกทางให้สะดวกและทั่วถึงแก่ทุกพื้นที่ ปรับปรุงระบบคมนาคมเดิมและสร้างระบบคมนาคมใหม่ เพื่อให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในด้านเศรษฐกิจ และพัฒนาประเทศ การดำเนินนโยบายโครงการระบบขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่ และให้สามารถเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านได้เป็นการเพิ่มเส้นทางการขนส่งสินค้า และรองรับการท่องเที่ยวในอนาคต

ดำเนินนโยบายการจัดสร้างรถไฟฟ้า ให้ครบทุกเส้นทางครบทั้งระบบโดยเร็วที่สุด การคมนาคมขนส่งทุกระบบต้องเชื่อมถึงกันได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นทางบก น้ำ หรือทางอากาศ พัฒนาสนามบินหลัก และสนามบินย่อยในแต่ละภูมิภาค ให้สามารถรองรับระบบการคมนาคมขนส่ง ทั้งสินค้าและนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาให้ประเทศเป็นศูนย์กลางในการคมนาคมติดต่อของภูมิภาค ตลอดจนดำเนินการพัฒนาศักยภาพการขนส่งระหว่างภาคสมุทร รวมถึงการพัฒนาระบบลอจิสติกส์ ให้มีประสิทธิภาพและสร้างระบบคลังสินค้าประเภทต่างๆ ให้เพิ่มมากขึ้น โดยระบบลอจิสติกส์จะถูกปรับโครงสร้างทั้งหมดให้เป็น Multi Model Transportation เชื่อมเป็นโครงข่าย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสินค้า

ที่มา: http://www.ptp.or.th/policy/policy16.aspx

ประชันนโยบายการท่องเที่ยว เพื่อไทย vs ประชาธิปัตย์


พรรคเพื่อไทย

พบในนโยบายเศรษฐกิจ ดังนี้

” การบริหารเศรษฐกิจระดับจุลภาค พรรคมีนโยบายให้ความสำคัญต่อการพัฒนาความสามารถ ในการแข่งขันภาคเศรษฐกิจที่ไทยได้เปรียบเชิงการแข่งขันอยู่แล้ว เช่น การเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาหรือการสร้างมูลค่าเพิ่มอุตสาหกรรมการเกษตร การสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์อาหาร สมุนไพร การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานจากผลผลิตการเกษตร พรรคมีนโยบายการพัฒนาและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมบริการ เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ศูนย์บริการทางการแพทย์และพยาบาล อุตสาหกรรมบริการด้านสุขภาพและสปา ”

ที่มา:

ผมลองค้นข้อมูลใน Google โดยใช้คำว่า นโยบาย+ท่องเที่ยว+เพื่อไทย ได้ข้อมูลน่าสนใจดังนี้ครับ

“นายพิเชษฐ สถิรชวาล ประธานผู้อำนวยการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย ฝั่งอันดามัน เปิดเผยว่า นโยบายที่เกี่ยวข้องกับ จ.ภูเก็ต และจังหวัดฝั่งอันดามัน โดยเน้นการพัฒนาให้ภูเก็ต เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้ภูเก็ตเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง โดยการยกเว้นภาษี ซึ่งจะไม่เฉพาะในส่วนของดิวตี้ฟรีที่สนามบินเท่านั้น แต่จะมีการจัดทำเป็นร้านค้าปลอดภาษีสำหรับนักท่องเที่ยว กระจายไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีการศึกษารายละเอียดไว้แล้ว และเชื่อว่านโยบายนี้จะได้รับการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจต่างๆ

นอกจากนี้ นายพิเชษฐ กล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทยจะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการท่องเที่ยว ทั้งการจัดหาน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค โดยจะทำน้ำระบบท่อจากเขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อนำมาใช้ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และจังหวัดฝั่งอันดามัน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เคยคิดไว้ แต่เมื่อถูกปฎิวัติก็สะดุดไป รัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่สนใจ สมัยนั้นตนเป็นประธานบอร์ดการประปาภูมิภาค ก็ได้ศึกษาไว้ โดยใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท ดังนั้น หากพรรคเพื่อไทยได้มาเป็นรัฐบาลก็จะรีบนำมาปัดฝุ่นเร่งดำเนินการต่อไปทันที”

ที่มา: ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์แนวหน้า — พฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม 2554 18:55:30 น.

ที่พรรคเพื่อไทย นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ถึงนโยบายด้านการท่องเที่ยวของพรรคเพื่อไทย ว่า นโยบายด้านการท่องเที่ยวที่พรรคเพื่อไทยจะนำเสนอเป็นนโยบายใหม่นั้น เน้นคอนเซ็ปต์ “ท่องถิ่นแดนไทยไปได้ทุกมุมยิ้มสยาม” คือการส่งเสริมการบริการด้วยรอยยิ้ม ที่เป็นเอกลักษณ์ที่มาจากวัฒนธรรมของคนไทย ส่งเสริมการหารายได้เข้าประเทศด้านการท่องเที่ยวและการบริการ พัฒนาและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว ทูตวัฒนธรรมนำเที่ยวไทย โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวใหม่ แบ่งตามภูมิภาคดังนี้ ภาคเหนือโรแมนติคล้านนาแห่งความฝัน ภาคกลาง ฟูเฟื่องสุวรรณภูมิ ภาคตะวันออก เสน่ห์ทะเลไทย ภาคตะวันตก ท่องขุนเขาลำเนาไพร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เถิดเทิงอีสาน ภาคใต้ คาบสมุทรแห่งความฝันชายฝั่งทะเลอ่าวไทย และกรุงเทพมหานครซิตี้ออฟแองเจิ้ล รวมไปถึงโครงการเที่ยวไทย อยู่นานเหมือนบ้านที่สอง และการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลและหมู่เกาะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกด้วย

ที่มา: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1293708053&grpid=03&catid=&subcatid=

พรรคประชาธิปัตย์

พลิกโฉมเมืองท่องเที่ยวตลอดชายฝั่งทะเลภาคใต้ และแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ
เพื่อให้ประเทศ ไทยเป็น “มนตร์เสน่ห์แห่งเอเชีย” (The Rhythm of Asia)
ด้วยเงินลงทุน 10,000 ล้านบาทต่อปี

  1. ทุ่มงบประมาณ 10,000 ล้านบาท/ปี พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศให้สมบูรณ์ ด้วยสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานกว่า 60 จังหวัด
  2. รอยยิ้มไทย เชื่อมท่องเที่ยวโลก : อบรมบุคลากร-ผู้ประกอบการท่องเที่ยวพื้นที่กว่า 150,000 คน เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างมืออาชีพ ด้วยงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท/ปี
  3. เชื่อมโยงการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์พื้นบ้านที่โดดเด่นในแต่ละจังหวัด เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับคนในพื้นที่
  4. คุณภาพนักท่องเที่ยว เพิ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพให้มากขึ้น เช่น กลุ่มนิเวศน์ กลุ่มประชุม กลุ่มกีฬา กลุ่มสุขภาพ กลุ่มวัฒนธรรม / ประวัติศาสตร์

กลุ่มมหัศจรรย์สองสมุทร
พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว 2 ฝั่ง อันดามัน-อ่าวไทย พร้อมสิ่งรองรับระดับมาตรฐานโลก เปิดประตูท่องเที่ยวไทยเชื่อมโลก

กลุ่มอารยธรรมอีสาน – ลุ่มน้ำโขง
พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสายอารยธรรมที่เชื่อมต่อวิถีชีวิตลุ่มน้ำโขงอย่างรังสรร

กลุ่มอารยธรรมล้านนา
พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอุทยานเชื่อมระเบียงเศรษฐกิจ อาเซียน พม่า-จีน

กลุ่มวิถีลุ่มน้ำเจ้าพระยา
สืบสานและพัฒนาวิถีไทยให้โดดเด่น “เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ”ที่ร่มเย็นเชื่อมต่อมรดกโลกอยุธยา

กลุ่มท่องเที่ยวชายฝั่งตะวันออก
ยกระดับมาตรฐานสาธารณูปโภค แหล่งท่องเที่ยวสู่สากล การให้บริการด้วยกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ

ทีมา: http://campaign.democrat.or.th/policies/thailand/travel

เคล็ดลับ ๕ ประการพิชิตวิทยานิพนธ์


บทความชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน Samaggi Sara ฉบับที่ 82 (2011) หน้า 82-83

(Samaggi Sara เป็นวาสารของสามัคคีสมาคม (สมาคมนักเรียนไทยใน UK) ในพระบรมราชูปถัมป์ )

Screen Shot 2013-11-03 at 5.56.34 AMScreen Shot 2013-11-03 at 5.55.56 AM

การทำวิทยานิพนธ์ (ในระดับปริญญาโท) หรือที่เรียกกันว่า Dissertation นั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่นักเรียนไทยในสหราชอาณาจักร (UK) ไม่ค่อยชอบแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยหลังจากที่สอบเสร็จแล้วนักเรียนก็จะมีเวลาประมาณ ๓ เดือนเท่านั้นในการร่างแผนโครงงานวิจัย (Research Proposal) เก็บหรือค้นหาข้อมูล นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ และเขียนผลการวิจัยออกมาตามรูปแบบที่มหาวิทยาลัยหรืออาจารย์ที่ปรึกษาได้กำหนดไว้ จึงถือได้ว่าเป็นงานที่ต้องอาศัยความมีประสิทธิภาพที่สูงมาก ผมเองก็เป็นหนึ่งในนักเรียนที่ได้ผ่านประสบการณ์ดังกล่าวมาเช่นกัน จึงอยากจะแบ่งปันเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้เพื่อนๆ ที่กำลังเรียนอยู่สามารถทำวิทยานิพนธ์ได้เสร็จตามเวลาและสำเร็จผ่านไปได้ด้วยดี เคล็ดลับทั้ง ๕ ประการมีดังนี้ครับ

๑. รู้จัก เลือกหัวข้อที่เหมาะสม (Select the right topic)

หลายๆ คนประสบปัญหาระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ เนื่องจากเลือกหัวข้อผิด ที่ว่าผิดคือเลือกหัวข้อที่ฟังดูดี แต่ตนเองกลับไม่ถนัดในเรื่องนั้น เช่นไม่ถนัดการคำนวณแต่กลับเลือกหัวข้อที่ใช้คณิตศาสตร์หรือสถิติขั้นเทพ หรือ เลือกหัวข้อที่ตนเองไม่ชอบ ก็ทำวิทยานิพนธ์เคล้าน้ำตากันไป ดังนั้นอย่างน้อยขอให้เลือกหัวข้อที่เราถนัด เพื่อให้มั่นใจว่าเราสามารถทำได้ทันภานในเวลา ๓ เดือนแน่ๆ และ (หรือ) หัวข้อที่เราชอบด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแม้มันจะยากเราก็มีความสุข เช่น สำหรับผมเองแม้จะเลือกหัวข้อที่ไม่ถนัดมากนัก แต่ก็เป็นเรื่องที่ชอบนั่นก็คือการท่องเที่ยว ทำให้การวิทยานิพนธ์นั้นแม้จะประสบกับอุปสรรคมากมาย แต่ก็ยังสามารถยิ้มและสู้ต่อไปได้อย่างมีความสุข

๒. รู้จัก บริหารอาจารย์ที่ปรึกษา (Manage your supervisor)

ในระดับปริญญาโทนั้น ส่วนใหญ่อาจารย์ที่ปรึกษานอกจากจะคอยชี้แนะการทำวิทยานิพนธ์แล้ว ท่านยังเป็นผู้ให้คะแนนอีกด้วย ดังนั้นการเข้าใจในตัวอาจารย์ที่ปรึกษาจึงมีส่วนสำคัญอย่างมาก อาจารย์แต่ละคนก็มีสไตล์การทำงานที่แตกต่างกัน มีความชอบ (ทางวิชาการ) ที่แตกต่างกัน เช่น อาจารย์บางท่านชอบการเขียนที่ง่ายๆ เหมือนคุยกันในผับ ไม่ต้องใช้คำแปลกประหลาดมากมาย อาจารย์บางท่านมีความเข้มงวดสูงมาก หรืออาจารย์บางท่านเราก็ต้องคอยเข้มงวดตามงานที่เราส่งไป ดังนั้นเราจะต้องรู้จักวิธีการบริหารอาจารย์ที่ปรึกษาให้เหมาะสม วิธีที่จะทำให้รู้จักอาจารย์ (ในทางวิชาการ) ก็คือการอ่านงานวิจัยของท่าน เช่น Journal papers หรือ วิทยานิพนธ์ของนักเรียนที่ได้คะแนนดีๆ จากอาจารย์ท่านนั้น (ลองขอตัวอย่างงานที่ดีจากอาจารย์ดู) หรือ วิทยานิพนธ์ของอาจารย์ท่านเอง (ถ้าหาได้) ส่วนหลักอื่นๆ เช่นการตรงต่อเวลาทั้งการนัดหมายและการส่งงานนั้นคงไม่ต้องพูดถึงเพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว

๓. รู้จัก บริหารเวลา (Time Management!)

ปกติการทำงานใดๆ เราก็ควรจะมีการบริหารเวลาที่ดีเป็นปกติ ทว่าสำหรับการทำวิทยานิพนธ์นั้นการวางแผนและบริหารเวลานั้นยิ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากเวลาที่จำกัดประกอบกับงานวิทยานิพนธ์นั้นต้องการความละเอียดสูง อีกทั้งในช่วง ๓ เดือนอะไรก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราจึงควรต้องมีแผนสำรองเสมอ เช่น จะทำอย่างไรหากไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ หรือข้อมูลหรืองานที่ทำมาหายหรือไฟล์เสีย คอมพิวเตอร์พัง เคล็ดลับการวางแผนคือให้เผื่อเวลาไว้สำหรับทุกงานประมาณร้อยละ ๒๐ เช่นหากมีเวลา ๓ เดือน หรือ ๑๒ สัปดาห์ในการทำวิทยานิพนธ์ก็ให้วางแผนที่จะใช้เวลาประมาณ ๙ หรือ ๑๐ สัปดาห์ (รวมการเข้าเล่มด้วยนะครับ เพราะที่ UK ใช้เวลาค่อนข้างนานไม่เหมือนที่บ้านเรา) หากเป็นไปได้ควสำรองไฟล์งานเก็บไว้หลายๆ ที่เช่น External Hard Disk หรือ ส่งเข้า Email ของตนเอง โดยควรทำอย่างน้อยวันละครั้ง หรือ สองวันครั้ง

๔. รู้จักพัก (Take Care Yourself)

Work Smart! อย่าลืมว่าเราเป็นนักเรียน ไม่ใช่ Super Computer ดังนั้นจึงไม่ควรหักโหมกับการทำวิทยานิพนธ์มากจนเกินไป ควรรู้จักพักทุกชั่วโมงหรือสองชั่วโมง โดยไม่ควรพักโดยการเล่น Facebook หรือ ดู YouTube แต่ควรออกไปเดินเล่นสูดอากาศดีๆ ช่วงฤดูร้อน หรือ ออกกำลังกาย อาจไปเชียร์บอลได้บ้าง (การไปเชียร์ในสนามจริงก็เป็นการผ่อนคลายที่ดีแบบหนึ่งนะครับ) แต่อย่ามากเกินไป เป็นไปได้ควรงดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (เก็บเอาไว้ตอนที่ทำงานเสร็จแล้วจะดีกว่านะครับ) ที่สำคัญไม่ควรโต้รุ่ง พยายามนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ ๖ ถึง ๘ ชั่วโมงต่อวัน เพื่อที่จะสามารถยืนระยะได้ตลอด ๓ เดือน

๕. รู้จักพอ (Know When to Stop)

หลายๆ คนไม่ประสบความสำเร็จในการทำวิทยานิพนธ์ใน UK มากเท่าที่ควรเนื่องจาก ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะหยุด บางคนยังนั่งวิเคราะห์ผลในสัปดาห์สุดท้ายก่อนส่งหรือคืนหมาหอน (คืนก่อนส่งงาน) ก็ยังมานั่งปั่นยิกๆๆ แบบนี้โอกาสที่จะมีข้อผิดพลาดในงานนั้นสูงมาก (และโดนหักคะแนนได้ง่ายๆ) ดังนั้น ขอให้เผื่อเวลาในการตรวจทานงานอย่างน้อยสองสัปดาห์ อย่าลืมว่าเวลาอาจารย์ตรวจงานนั้นจะเริ่มจากการจับผิดก่อน ดังนั้นแม้เราจะวิเคราะห์อะไรหลายๆ อย่างมากมาย แต่กลับมีจุดที่ผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เต็มไปหมด ก็อาจจะถูกหักคะแนนมากกว่าได้คะแนนเพิ่มเสียอีก จุดที่นักเรียนมักจะผิดและอาจารย์จับได้บ่อยๆ เช่น การอ้างอิงในเนื้อหาไม่ตรงกับบรรณานุกรม (พบบ่อยๆ ในงานระดับปริญญาเอกเช่นกัน และทำให้สอบตกมาหลายรายแล้ว) รวมทั้งการรูปแบบการจัดหน้าที่ไม่เรียบร้อยและไม่สอดคล้องกันตลอดทั้งเล่ม (จำไว้ว่างานดูดีมีชัยไปกว่าครึ่ง) รวมทั้งพิมพ์ผิด เป็นต้น ดังนั้นเคล็ดลับหนึ่งที่สำคัญคือเมื่อถึงเวลาแล้วก็ต้องหยุดและตรวจทานงานที่ได้ทำมา เพื่อให้งานมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ที่สำคัญไม่ต้องเสียเงินจ้าง คนมาตรวจทานงานด้วย

เคล็ดลับทั้ง ๕ ประการนั้นมาจากประสบการณ์ส่วนตัวซึ่งอาจจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่กำลังจะทำวิทยานิพนธ์ โดยเฉพาะสายธุรกิจ และ โลจิสติกส์ อย่างไรก็ตามแต่ละคนก็มีเคล็ดลับและวิธีทำงานที่แตกต่างกันออกไป การประยุกต์ใช้เคล็ดลับทั้ง ๕ ข้อนั้นก็ย่อมแตกต่างกันออกไป สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการทำวิทยานิพนธ์ตามที่ตั้งใจไว้ด้วยครับ