Skip to content

Posts tagged ‘Research Methods’

4eds of the Bible for PhD (or research) students in Business & Management


Yes, I mean the famous “Business Research Methods of Bryman & Bell.
Now its 3e has arrived on my shelf with a special thanks to the Oxford University Press.

A sneak peak on this edition.

  • Colour theme in Blue! (It’s red in the 2e) – could make you feel more relaxed whilst reading it.
  • Very same structure with the 2e, 1.general, 2. Quanti-, 3. Quali-, 4.Mixed methods and e-research.

NEW features

  1. “telling it like it is” – insights for students and lecture on the important issues in research methods.
  2. New (revised & expanded) sections e.g., case study, mixed methods & e-research (named as internet research in 2e)

more detailed reviews will be posted soon.

เคล็ดลับ ๕ ประการพิชิตวิทยานิพนธ์


บทความชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน Samaggi Sara ฉบับที่ 82 (2011) หน้า 82-83

(Samaggi Sara เป็นวาสารของสามัคคีสมาคม (สมาคมนักเรียนไทยใน UK) ในพระบรมราชูปถัมป์ )

Screen Shot 2013-11-03 at 5.56.34 AMScreen Shot 2013-11-03 at 5.55.56 AM

การทำวิทยานิพนธ์ (ในระดับปริญญาโท) หรือที่เรียกกันว่า Dissertation นั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่นักเรียนไทยในสหราชอาณาจักร (UK) ไม่ค่อยชอบแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยหลังจากที่สอบเสร็จแล้วนักเรียนก็จะมีเวลาประมาณ ๓ เดือนเท่านั้นในการร่างแผนโครงงานวิจัย (Research Proposal) เก็บหรือค้นหาข้อมูล นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ และเขียนผลการวิจัยออกมาตามรูปแบบที่มหาวิทยาลัยหรืออาจารย์ที่ปรึกษาได้กำหนดไว้ จึงถือได้ว่าเป็นงานที่ต้องอาศัยความมีประสิทธิภาพที่สูงมาก ผมเองก็เป็นหนึ่งในนักเรียนที่ได้ผ่านประสบการณ์ดังกล่าวมาเช่นกัน จึงอยากจะแบ่งปันเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้เพื่อนๆ ที่กำลังเรียนอยู่สามารถทำวิทยานิพนธ์ได้เสร็จตามเวลาและสำเร็จผ่านไปได้ด้วยดี เคล็ดลับทั้ง ๕ ประการมีดังนี้ครับ

๑. รู้จัก เลือกหัวข้อที่เหมาะสม (Select the right topic)

หลายๆ คนประสบปัญหาระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ เนื่องจากเลือกหัวข้อผิด ที่ว่าผิดคือเลือกหัวข้อที่ฟังดูดี แต่ตนเองกลับไม่ถนัดในเรื่องนั้น เช่นไม่ถนัดการคำนวณแต่กลับเลือกหัวข้อที่ใช้คณิตศาสตร์หรือสถิติขั้นเทพ หรือ เลือกหัวข้อที่ตนเองไม่ชอบ ก็ทำวิทยานิพนธ์เคล้าน้ำตากันไป ดังนั้นอย่างน้อยขอให้เลือกหัวข้อที่เราถนัด เพื่อให้มั่นใจว่าเราสามารถทำได้ทันภานในเวลา ๓ เดือนแน่ๆ และ (หรือ) หัวข้อที่เราชอบด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแม้มันจะยากเราก็มีความสุข เช่น สำหรับผมเองแม้จะเลือกหัวข้อที่ไม่ถนัดมากนัก แต่ก็เป็นเรื่องที่ชอบนั่นก็คือการท่องเที่ยว ทำให้การวิทยานิพนธ์นั้นแม้จะประสบกับอุปสรรคมากมาย แต่ก็ยังสามารถยิ้มและสู้ต่อไปได้อย่างมีความสุข

๒. รู้จัก บริหารอาจารย์ที่ปรึกษา (Manage your supervisor)

ในระดับปริญญาโทนั้น ส่วนใหญ่อาจารย์ที่ปรึกษานอกจากจะคอยชี้แนะการทำวิทยานิพนธ์แล้ว ท่านยังเป็นผู้ให้คะแนนอีกด้วย ดังนั้นการเข้าใจในตัวอาจารย์ที่ปรึกษาจึงมีส่วนสำคัญอย่างมาก อาจารย์แต่ละคนก็มีสไตล์การทำงานที่แตกต่างกัน มีความชอบ (ทางวิชาการ) ที่แตกต่างกัน เช่น อาจารย์บางท่านชอบการเขียนที่ง่ายๆ เหมือนคุยกันในผับ ไม่ต้องใช้คำแปลกประหลาดมากมาย อาจารย์บางท่านมีความเข้มงวดสูงมาก หรืออาจารย์บางท่านเราก็ต้องคอยเข้มงวดตามงานที่เราส่งไป ดังนั้นเราจะต้องรู้จักวิธีการบริหารอาจารย์ที่ปรึกษาให้เหมาะสม วิธีที่จะทำให้รู้จักอาจารย์ (ในทางวิชาการ) ก็คือการอ่านงานวิจัยของท่าน เช่น Journal papers หรือ วิทยานิพนธ์ของนักเรียนที่ได้คะแนนดีๆ จากอาจารย์ท่านนั้น (ลองขอตัวอย่างงานที่ดีจากอาจารย์ดู) หรือ วิทยานิพนธ์ของอาจารย์ท่านเอง (ถ้าหาได้) ส่วนหลักอื่นๆ เช่นการตรงต่อเวลาทั้งการนัดหมายและการส่งงานนั้นคงไม่ต้องพูดถึงเพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว

๓. รู้จัก บริหารเวลา (Time Management!)

ปกติการทำงานใดๆ เราก็ควรจะมีการบริหารเวลาที่ดีเป็นปกติ ทว่าสำหรับการทำวิทยานิพนธ์นั้นการวางแผนและบริหารเวลานั้นยิ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากเวลาที่จำกัดประกอบกับงานวิทยานิพนธ์นั้นต้องการความละเอียดสูง อีกทั้งในช่วง ๓ เดือนอะไรก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราจึงควรต้องมีแผนสำรองเสมอ เช่น จะทำอย่างไรหากไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ หรือข้อมูลหรืองานที่ทำมาหายหรือไฟล์เสีย คอมพิวเตอร์พัง เคล็ดลับการวางแผนคือให้เผื่อเวลาไว้สำหรับทุกงานประมาณร้อยละ ๒๐ เช่นหากมีเวลา ๓ เดือน หรือ ๑๒ สัปดาห์ในการทำวิทยานิพนธ์ก็ให้วางแผนที่จะใช้เวลาประมาณ ๙ หรือ ๑๐ สัปดาห์ (รวมการเข้าเล่มด้วยนะครับ เพราะที่ UK ใช้เวลาค่อนข้างนานไม่เหมือนที่บ้านเรา) หากเป็นไปได้ควสำรองไฟล์งานเก็บไว้หลายๆ ที่เช่น External Hard Disk หรือ ส่งเข้า Email ของตนเอง โดยควรทำอย่างน้อยวันละครั้ง หรือ สองวันครั้ง

๔. รู้จักพัก (Take Care Yourself)

Work Smart! อย่าลืมว่าเราเป็นนักเรียน ไม่ใช่ Super Computer ดังนั้นจึงไม่ควรหักโหมกับการทำวิทยานิพนธ์มากจนเกินไป ควรรู้จักพักทุกชั่วโมงหรือสองชั่วโมง โดยไม่ควรพักโดยการเล่น Facebook หรือ ดู YouTube แต่ควรออกไปเดินเล่นสูดอากาศดีๆ ช่วงฤดูร้อน หรือ ออกกำลังกาย อาจไปเชียร์บอลได้บ้าง (การไปเชียร์ในสนามจริงก็เป็นการผ่อนคลายที่ดีแบบหนึ่งนะครับ) แต่อย่ามากเกินไป เป็นไปได้ควรงดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (เก็บเอาไว้ตอนที่ทำงานเสร็จแล้วจะดีกว่านะครับ) ที่สำคัญไม่ควรโต้รุ่ง พยายามนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ ๖ ถึง ๘ ชั่วโมงต่อวัน เพื่อที่จะสามารถยืนระยะได้ตลอด ๓ เดือน

๕. รู้จักพอ (Know When to Stop)

หลายๆ คนไม่ประสบความสำเร็จในการทำวิทยานิพนธ์ใน UK มากเท่าที่ควรเนื่องจาก ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะหยุด บางคนยังนั่งวิเคราะห์ผลในสัปดาห์สุดท้ายก่อนส่งหรือคืนหมาหอน (คืนก่อนส่งงาน) ก็ยังมานั่งปั่นยิกๆๆ แบบนี้โอกาสที่จะมีข้อผิดพลาดในงานนั้นสูงมาก (และโดนหักคะแนนได้ง่ายๆ) ดังนั้น ขอให้เผื่อเวลาในการตรวจทานงานอย่างน้อยสองสัปดาห์ อย่าลืมว่าเวลาอาจารย์ตรวจงานนั้นจะเริ่มจากการจับผิดก่อน ดังนั้นแม้เราจะวิเคราะห์อะไรหลายๆ อย่างมากมาย แต่กลับมีจุดที่ผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เต็มไปหมด ก็อาจจะถูกหักคะแนนมากกว่าได้คะแนนเพิ่มเสียอีก จุดที่นักเรียนมักจะผิดและอาจารย์จับได้บ่อยๆ เช่น การอ้างอิงในเนื้อหาไม่ตรงกับบรรณานุกรม (พบบ่อยๆ ในงานระดับปริญญาเอกเช่นกัน และทำให้สอบตกมาหลายรายแล้ว) รวมทั้งการรูปแบบการจัดหน้าที่ไม่เรียบร้อยและไม่สอดคล้องกันตลอดทั้งเล่ม (จำไว้ว่างานดูดีมีชัยไปกว่าครึ่ง) รวมทั้งพิมพ์ผิด เป็นต้น ดังนั้นเคล็ดลับหนึ่งที่สำคัญคือเมื่อถึงเวลาแล้วก็ต้องหยุดและตรวจทานงานที่ได้ทำมา เพื่อให้งานมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ที่สำคัญไม่ต้องเสียเงินจ้าง คนมาตรวจทานงานด้วย

เคล็ดลับทั้ง ๕ ประการนั้นมาจากประสบการณ์ส่วนตัวซึ่งอาจจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่กำลังจะทำวิทยานิพนธ์ โดยเฉพาะสายธุรกิจ และ โลจิสติกส์ อย่างไรก็ตามแต่ละคนก็มีเคล็ดลับและวิธีทำงานที่แตกต่างกันออกไป การประยุกต์ใช้เคล็ดลับทั้ง ๕ ข้อนั้นก็ย่อมแตกต่างกันออกไป สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการทำวิทยานิพนธ์ตามที่ตั้งใจไว้ด้วยครับ

เศรษฐศาสตร์กับโลจิสติกส์ ตอนที่ 2 เศรษฐศาสตร์โลจิสติกส์ (เสนอวิธีแนวคิด)


ที่มา TourismLogistics

15 มีนาคม 2553

ไพรัช พิบูลย์รุ่งโรจน์

ตอนที่ 2 เศรษฐศาสตร์โลจิสติกส์ (Logistics Economics)
จากตอนที่แล้วที่เราได้ทบทวนทฤษฎีที่ใช้ในงานวิจัยโลจิสติกส์ ทั้งสาม คือ บริหารธุรกิจ วิศวกรรมศาสตร์ และ เศรษฐศาสตร์แล้ว

ตอนนี้เราจะได้มาเจาะลึกเฉพาะ เศรษฐศาสตร์ กับ โลจิสติกส์ กันครับ

บางงานวิจัยนั้นเอาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ไปใช้ ทว่ากลับละเลย หรือไม่สนใจแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์

โดยเฉพาะข้อสมมติ ที่อยู่เบื้องหลังของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีอยู่ค่อนข้างมาก

ดังนั้นการนำไปใช้อาจทำให้เกิดข้อจำกัดที่อาจจะส่งผลถึง ผลการวิจัย และหรือ การอภิปรายผล และที่สำคัญความน่าเชื่อถือของงานวิจัย

หากเรามองกันที่นิยามของศาสตรทั้งสองแล้ว

จะพบว่าเป็นแนวความคิดง่ายๆ ที่เข้าใจได้ไม่ยาก

ผมลองกลั่นความรู้ที่ผมมีได้เป็นนิยามส่วนตัวของทั้งสองวิชาแบบนี้ครับ

สำหรับผม

เศรษฐศาสตร์เป็นการใช้สิ่งที่มีให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

และผมก็เข้าใจว่า

โลจิสติกส์เป็นการจัดการเคลื่อนย้ายของให้บรรลุเป้าหมาย

ในทางเศรษฐศาสตร์

เชื่อว่า ทรัพยากรมีจำกัด

ดังนั้น การจัดสรร  จึงสำคัญ

ส่วนแนวคิดทางโลจิสติกส์

เชื่อว่า การเคลื่อนย้ายของนั้นต้องมีความถูกต้อง (ได้ของตามสั่ง ถูกที่ ถูกเวลา และในราคาถูก)

ดังนั้น ขั้นตอน กระบวนการ วางแผน ตัดสินใจ การปฏิบัติ ต้องสอดคล้อง และประสานงานกัน

เพราะฉะนั้น เศรษฐศาสตร์โลจิสติกส์

จึงหมายถึง การจัดสรรทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดเพื่อเคลื่อนย้ายของให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

พูดง่ายๆ ก็คือ การใช้สิ่งที่มีอยู่ ลำเลียงของไปยังเป้าหมายให้ ได้ตามสั่ง ถูกที่ ถูกเวลา ณ ต้นทุนที่ต่ำที่สุด

ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นเราจะสนใจเรื่องกลไลการทำงานของเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

สำหรับเศรษฐศาสตร์กระแสหลักก็น่าจะเป็นเรื่องการทำงานของราคา ในฐานะที่เป็นตัวช่วยในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดดังกล่าว

พูดไปแล้วก็เป็นเชิงทฤษฎีค่อนข้างมาก…

ดังนั้นเวลานักเศรษฐศาสตร์พยากรณ์แล้วผิดก็มักจะอธิบายว่า

“สมมติฐานได้เปลี่ยนไป… ทำให้ผลการพยากรณ์มีความคาดเคลื่อน”

จนมีบางคนได้กล่าวไว้ และ หลายๆ คนก็เชื่อว่า

ไม่มีการพยากรณ์ใดที่ถูกต้องหมด”
(แต่บางคนกลับเชื่อว่าหมอดูแม่นๆ มีอยู่จริง และ เชื่อหมอดูมากกว่าการทำนายโดนนักเศรษฐศาสตร์)

ผมก็ไม่ค่อยไว้ใจการพยากรณ์ใดๆ เท่าไหร่ (โดยเฉพาะเรื่องอากาศที่ UK)

ดังนั้นสิ่งที่ผมสนใจคือการอธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่า

ผมจึงอยากจะขอมุ่งอธิบาย เศรษฐศาสตร์โลจิสติกส์ ในเชิงการอธิบายปรากฎการณ์

ดังนั้นอาจจะกล่าวได้อีกอย่างว่า

เศรษฐศาสตร์โลจิสติกส์ก็คือการอธิบายปรากฎการณ์ทางโลจิสติกส์โดยใช้หลักเศรษฐศาสตร์

ทำให้วิชา เศรษฐศาสตร์โลจิสติกส์ ก็ไม่ต่างจากวิชาเศรษฐศาสตร์ประยุกต์อื่นๆ เช่น เศรษฐศาสตร์เกษตร หรือ เศรษฐศาสตร์พลังงาน ที่เป็นการนำเอาหลักของเศรษฐศาสตร์มาใช้กับ เกษตรศาสตร์ หรือ การจัดการพลังงาน

ทว่า เศรษฐศาสตร์โลจิสติกส์ นั้นอาจไม่สามารถให้ความชัดเจนจากชื่อวิชาดังเช่นสาขาอื่น

ทั้งนี้ก็เพราะแม้แต่ โลจิสติกส์เองก็ยังมีคนสับสนอยู่มาก (ไม่เพียงแต่เมืองไทย แต่ในระดับนานาชาติก็เช่นกัน)

แต่เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าการจัดการโลจิสติกส์แท้ที่จริงก็คือวิชาการจัดการการการเคลื่อนย้ายของเท่านั้นเอง

เพียงแต่อาจจะมีแนวคิดไปทางการจัดการแบบบูรณาการหรือมุ่งไปที่การมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือกันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม โลจิสติกส์ที่ดี ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีการร่วมมือในระดับที่สูงสุดเสมอไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข และเหตุปัจจัยต่างๆ (ทำให้การเรียนวิชาโลจิสติกส์มีความจำเป็น)

ที่อธิบายไปก็เหมือนกับว่า เศรษฐศาสตร์โลจิสติกส์ เน้นไปทางจุลภาค มากกว่า มหภาค

ซึ่งในความคิดของผมก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะผิด

ทั้งนี้ก็เพราะ โลจิสติกส์เองแล้วก็เป็นเรื่องในระดับจุลภาค คือ การจัดการธุรกิจ นั่นเอง

ผมจะเบื่อมากเวลาเจอคำถามว่า “ประเทศไทยสามารถเป็นโลจิสติกส์ฮับ (logistics hub)ได้หรือไม่”

เพราะการที่เราจะเป็นโลจิสติกส์ฮับหรือไม่นั้น ไม่ได้มีความสำคัญเท่าว่า เราจัดการโลจิสติกส์ของเราดีแล้วหรือยัง

เพราะเราไม่สามารถกำหนดได้ว่าเราจะเป็นฮับหรือไม่…. แต่เป็นประเทศอื่นๆ ที่ใช้ระบบโลจิสติกส์ด้วยนั้นเป็นผู้กำหนด

ก่อนที่จะไปไกลเรื่องฮับ…

สรุปก็คือ ผมขอเน้น เศรษฐศาสตร์โลจิสติกส์ ด้านจุลภาคมากกว่า มหภาค

เพราะ 1. ธรรมชาติของโลจิสติกส์ซึ่งเป็นเรื่องจุลภาค   2. ความรู้นำไปใช้ประโยชน์ได้ชัดกว่า

ที่สาธยายมายาวๆ ก็เพื่ออยากจะให้เห็นภาพกว้างๆ ว่าทั้งสองวิชาสัมพันธ์กันอย่างไร

ดังนั้น สิ่งที่น่าสนใจใน เศรษฐศาสตร์โลจิสติกส์ สำหรับผมเอง

คือการอธิบายการตัดสินใจทางโลจิสติกส์

เช่น การเลือกเส้นทางขนของ วิธีการสั่งซื้อสินค้า การเลือกว่าจะ Outsource หรือจะทำเอง (In-house)

ลำพังแค่ โลจิต และ โพรบิต โมเดล ก็สามารถสร้างงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์โลจิสติกส์ได้มากมาย

อย่างไรก็ตาม สำหรับผมเองแล้ว โมเดลก็เป็นเครื่องมือที่ นักเศรษฐศาสตร์อาจจะได้เปรียบหากไปทำงานวิจัยเชิงโลจิสติกส์

แต่งานด้าน เศรษฐศาสตร์โลจิสติกส์ ยังต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ ของนักโลจิสติกส์ด้วย

ทั้งนี้ก็เพื่อไห้งานที่ออกมา ไม่ได้เพียงแต่มีนัยสำคัญทางสถิติหรือทางเศรษฐศาสตร์ (Statistical significance) แต่มีนัยสำคัญทางโลจิสติกส์ (Logistics significance)ด้วย

ดังนั้นหากนักวิจัยไม่ได้มีความรู้ทางด้าน โลจิสติกส์ หรือ เศรษฐศาสตร์ ก็จำเป็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม

หรืออาจสร้างทีมวิจัยที่ประกอบด้วยผู้ชำนาญทั้งสองด้านอยู่ในทีมแล้วหา คอนดักเตอร์วิจัย เก่งๆ มากำกับไม่ให้ทะเลาะกัน

โดยสรุปแล้ว
เศรษฐศาสตร์โลจิสติกส์ ก็คือ การใช้ทฤษฎีและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เพื่ออธิบายปรากฎการณ์ทางโลจิสติกส์

ตัวอย่างงานวิจัย เศรษฐศาสตร์โลจิสติกส์

1. Pairach Piboonrungroj and Stephen M. Disney. 2009. COLLABORATIONS IN TOURISM SUPPLY CHAIN: A TRANSACTION COST ECONOMICS PERSPECTIVE http://www.tourismlogistics.com/index.php?option=com_content&view=article&id=409:collaborations-in-tourism-supply-chain&catid=66:research-papers&Itemid=80

2. คมสัน สุริยะ, ศิริพร ศรีชูชาติ และ กันต์สินี กันทะวงศ์วาร. 2551. การวิเคราะห์ระบบโลจิสติกส์สำหรับการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจชุมชนในล้านนา (http://www.tourismlogistics.com/index.php?option=com_content&view=article&id=129:2009-01-08-03-55-49&catid=66:research-papers&Itemid=80)

3. อัจจนา  สันติสุข. 2549. การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ในการตัดสินใจเลือกใช้สายการบินภายในประเทศhttp://www.tourismlogistics.com/index.php?option=com_content&view=article&id=312:ajna&catid=66:research-papers&Itemid=80


%d bloggers like this: