Skip to content

Posts by Pairach

ปัญหา 4 ประการในการเขียนที่มาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย


การเขียนที่มาและความสำคัญของปัญหาการวิจัยนั้นถืิอได้ว่ามีความสำคัญอย่างมากในการที่จะขายงานวิจัยของเราให้กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งอาจจะเป็น ผู้ให้ทุน อาจารย์ที่ปรึกษา หรือ บรรณาธิการของวารสารวิชาการที่เราอยากตีพิมพ์งานของเรา โดยการเขียนให้แต่ละกลุ่มเป้าหมายก็มีความเหมือนและต่างกันออกไป ผมเองก็เคยประสบปัญหาในเรื่องนี้มาก่อนเช่นกัน จึงอยากจะแบ่งปันข้อแนะนำให้ผู้ที่อาจจะกำลังประสบปัญหานี้เหมือนกัน ดังนี้ครับ

  1. ควรเริ่มอย่างไรดี
    ผมเห็นหลายๆ งานมักจะเริ่มด้วยการบรรยายขนาดความสำคัญของพื้นที่หรืออุตสาหกรรมที่วิจัยอยู่เช่น GDP ของ ไทย หรือ รายได้หรือจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าดึงดูดใจพอ จริงอยู่ที่ตัวเลขต่างๆ นั้นสามารถบอกขนาดความสำคัญได้ ทว่ากลับเป็นขนาดของภาพรวมพื้นที่ ไม่ใช่ขนาดความสำคัญของงานวิจัยเราดังนั้นสำหรับผมแล้วจะเริ่มที่ปัญหาที่เกิดขึ้นเลย โดยจะไม่บรรยายความสำคัญของพื้นที่มากนัก อาจจะแค่กริ่นเล็กๆ น้อย แล้วเสนอปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นในเชิงวิชาการ หรือ ในภาคปฏิบัติ (งานส่วนใหญ่ผมจะกริ่นด้วยปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ ในกาคปฏิบัติ)
  2. ควรจะเขียนมากน้อยขนาดไหนดี
    ทุกครั้งที่เขียนที่มาฯ ผมจะคิดเสมอว่าตัวเองเป็น Sale ขายงานวิจัย ดังนั้นจึงคิดว่า ทำยังไงก็ได้ให้ผู้อ่าน หรือ ผู้ให้ทุน (ลูกค้า) สนใจอ่านงานเรา หรือ ให้ทุนวิจัย (ซื้อของ) ในเวลาที่สั้นที่สุด แต่ต้องใช้ข้อมูลที่เป็นความจริงไม่มีการนั่งเทียนหรือแต่งนิทานมาหลอกเด็ดขาดโดยทั่วไปที่มาฯ ไม่ควรเกิน 5-10% ของงานวิจัย ในวิทยานิพนธ์ สองร้อยกว่าหน้า มีส่วนที่เป็นที่มา เพียง 1-2 หน้าก็เพียงพอแล้ว (อาจารย์มิ่งสรรพ์ เคยกล่าวไว้ว่า 3 หน้าแรกของ Proposal สำคัญมากเพราะผู้ให้ทุนจะตัดสินหลังจากอ่านหน้าที่ 3 แล้วว่าจะให้ทุนหรือไม่ Prof.Disney ก็บอกผมว่าส่วนที่มาฯ ของงานเป็นส่วนสำคัญมากสำหรับ Journal Editors โดยเฉพาะ journals ที่ดีๆ
  3. ควรจะอ้างอิงข้อมูลหรือไม่
    ในการทำวิจัยนั้นการอ้างอิงข้อมูลถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะสนับสนุนงานวิจัยของเรา ทั้งนี้การอ้างอิงอาจจะทำให้ส่วนที่มาฯ มีความน่าเชื่อถือดังนั้นหากจะมีการอ้างอิงในสาวนที่มาฯ นั้น แหล่งที่ใช้ควรจะเป็นแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือในระดับที่สูง และสามารถติดตามตรวจสอบความถูกต้องได้งาน เพราะหากตามตรวจสอบยากแล้วผุ้อ่านอาจจะมีความเคลือบแคลงสงสัยได้ อย่างไรก็ตามปกติ ในย่อหน้าแรกผมจะไม่อ้างอิงเลย แต่จะสรุปปัญหาอย่างกระชับและเข้าใจได้ง่ายๆ แล้วค่อยหาหลักฐานมาสนับสนุนคำกล่าวของเราในส่วนต่อมา เพื่อที่จะจับความสนใจของผู้อ่านให้ได้เร็วที่สุด ก่อนที่ผู้อ่านจะปิดไฟล์ หรือโยนงานเราลงถังขยะเสียก่อน
  4. ควรจะปิดท้าย(สรุป)อย่างไรดี
    สุดท้ายที่มาและความสำคัญจะต้องโน้มน้าวให้ผู้อ่านเห็นด้วยและคล้อยตามเราว่าทำไมเราจึงควรสละเวลาและทรัพยากรต่างๆ ในการทำวิจัยเพื่อหาคำตอบของปัญหาวิจัยนี้ และทำให้ผู้อ่านอยากจะอ่านงานวิจัยนี้ต่อไปอีก (อย่างน้อยต้องทำให้ผู้อ่านอยากรู้คำตอบของงานวิจัยนี้) ให้ได้
เรื่องกรอบเนื้อหาการเขียนที่มาและความสำคัญของปัญหาการวิจัยนี้ ผศ.ดร. คมสัน สุริยะ ได้ให้คำแนะนำที่น่าสนใจไว้ที่ TourismLogistics.com เช่นกันครับ

อ่านต่อ เทคนิคการทำวิจัย Research Top Tips

Tourism Supply Chains Framework


The first thing I did when I started my PhD research is to review a literature to define ‘Tourism Supply Chains’. Then I presented such a work in a PhD Network Conference “EXPLORING TOURISM III: ISSUES IN PHD RESEARCH” at University of Nottingham, UK in 2009

กรอบแนวคิดการวิจัยโซ่อุปทานการท่องเที่ยว

สิ่งแรกที่ผมทำในการทำงานวิจัยปริญญาเอกคือการทบทวนงานวิจัยที่ผ่านมา หรือที่เรียกกันว่า Literature Review และได้เสนอกรอบการทำงานวิจัยโซ่อุปทานการท่องเที่ยว โดยงานชิ้นนี้ได้ไปนำเสนอใน PhD Network Conference “EXPLORING TOURISM III: ISSUES IN PHD RESEARCH” ณ University of Nottingham, UK ในปี 2009

Highlights
1. สรุปงานวิจัยโซ่อุปทานการท่องเที่ยวในอดีต
2. แผนผังโซ่อุปทานการท่องเที่ยวครบวงจร
3. เสนอแนวทางการวิจัยด้านโซ่อุปทานการท่องเที่ยว

Download: PDF 

Servitization – บริการภิวัฒน์: เส้นทางสู่ชัยชนะ หรือ หายนะ ?


สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเข้าฟังการบรรยายของ Prof.Scot Sampson ผู้เชี่ยวชาญด้าน โซ่อุปทานการบริการ แห่ง BYU Marriott Management School ซึ่งจัดโดย Advanced Institute of Management (AIM) Research ที่ Cardiff Business School นี่เอง

การบรรยายแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก อย่างแรกเกี่ยวกับคำจำกัดความของ Service และ Service Operations/Supply chains และอีกส่วนเป็นการนำเสนอเครื่องมือในการวิเคราะห์ Service supply chain ที่เรียกว่า PCN ซึ่งย่อมาจาก Process Chain Network

ส่วนแรกถือว่าสำคัญมากเพราะ service หรือ การบริการนั้น ยังไม่มีนิยามหลักที่ใช้กันทั่วไปในวงการโซ่อุปทาน ส่วนใหญ่จะใช้คุณสมบัติว่าบริการควรเป็นอย่างไร เช่น เป็นนามธรรม เปลี่ยนถ่ายเจ้าของไม่ได้ เป็นต้น แต่คุณสมบัติดังกล่าวก็มีข้อโต้แย้งมากมาย เช่น สินค้าทุกอย่างก็มีความเป็นรูปธรรมและนามธรรมซ่อนอยู่ทั้งนั้น เช่น แก้วน้ำอาจจะเป็นรูปธรรมจากการมอง แต่ก็มีความเป็นนามธรรมในการทำให้ความกระหายหายไป หรือ ความรู้สึกจากรูปร่างหรือ brand ที่อยู่ที่แก้วก็ได้

Prof Sampson ได้เสนอว่า Service Operations หรือ กระบวนการให้บริการ นั้นให้ดูจากการมีส่วนร่วมของลูกค้าเป็นหลัก ว่ากระบวนการดังกล่าวจำเป็นต้องมีลูกค้า หรือ สิ่งของของลูกค้า (Customers and their belongings) เป็นปัจจัยนำเข้าของกระบวนการ (Inputs) หรือไม่ เช่น การตัดผม จำเป็นต้องมีลูกค้า มิฉะนั้นก็ตัดผมไม่ได้ หรือ สายการบิน ต้องมีลูกค้า และ กระเป๋าและเอกสารต่างๆ ในกระบวนการ ทั้งนี้ไม่นับข้อมูลความต้องการที่มาจาก Market research หรือวิจัยตลาดเพราะเป็นข้อมูลเชิงรวม ไม่ใช่ข้อมูลจำเฉพาะของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งแนวคิดนี้คล้ายๆ กับที่ผมคิดคิด การบริการนั้นลูกค้าจะมีส่วนร่วมในระดับที่สูง แต่ Prof. Sampson ได้วางวิธีการคิดที่ค่อนข้างเป็นระบบและเข้าใจง่าย หากสนใจเรื่องนี้สามารถ อ่าน slides ของ  Prof.Sampson เพิ่มเติมได้ครับ

ส่วนที่สอง Prof.Scott ได้เสนอกรณีศึกษาของการปรับตัวของธุรกิจการการผลิตมาสู่การบริการแก่ลูกค้ามากขึ้น ที่เรียกว่า Servitization หรือ  บริการภิวัฒน์ โดยใช้กรณีศึกษาจากบริษัททำความสะอาดผ้าเช็ดตัวที่ทำให้กับโรงแรมในออสเตรเลีย ผ่านเครื่องมือวาดแผนผัง กระบวนการ ห่วงโซ่ และเครือข่ายของธุรกิจที่เรียกว่า PCN หรือ Process Chain Network

ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นเครื่องมือ Mapping ที่คล้ายๆ กับที่มีอยู่ในในปัจจุบัน แต่เป็นการเพิ่มมุมมองของการปฏิสัมพันธ์ของแต่ละองค์กร หรือ Entity ตามใน PCN โดยแบ่งเป็น 3 ระดับคือ Direct interaction, Surrogate interaction และ  independent interaction

 

ประเด็นที่น่าสนใจคือ จากกรณีศึกษาที่มีสินค้่าเดียวคือผ้าขนหนู และมีปัจจัยนำเข้าไม่มากตัวอย่าง PCN ใช้ได้ดี เพราะภาพที่ได้มาก็เหมือนกับ Process Mapping เชิงเส้นตรง แต่หาก กระบวนการมีความซับซ้อนสูงทั้ง ปัจจัยนำเข้า ลูกค้า ผู้ให้บริการ ที่มีมากกว่าหนึ่ง และมีความหลากหลายสูง PCN จะยังใช้ได้ดีอยู่หรือเปล่า เพราะ PCN ยังใช้ตัวสินค้าเป็นตัวนำในการวาดภาพระบบอยู่ ตรงนี้ทำให้ผมนึกไปถึงภาพ Tourism Supply Chains ที่ผมเคยนำเสนอไปที่ Nottingham ที่ใช้ตัวลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวเป็นตัวนำในการวาดภาพโซ่อุปทานมวลรวมซึ่งมีความหลากหลายและเชื่อมโยงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องต่างๆ มากมายเช่น การขนส่งผู้โดยสาร โซ่อุปทานอาหาร เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม PCN ก็ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจมาสำหรับผู้ที่สนใจศึกษา Servitization เพราะสามารถตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้หลายๆ ประเด็นและครอบคลุมในเรื่องของแนวคิดการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการผลิตสู่ในการบริการได้ค่อนข้างชัดเจนทีเดียว ใครที่สนใจเครื่องมือนี้ก็สามารถ download ได้จาก link ของ BYU ตรงนี้เลยครับ

 


							

1,000 views in a month now!


It’s been almost a month now since I released my own personal website (after the one for my family). Now the website has reached 1,000 page views in July only.
Thank you for your supports!!!

Even though it’s not like what Mark Zuckelberg did with Facemash (22,000 views in 4 hours) and Facebook (now >750 million accounts), I am happy with it achievement and hope it has enlighten people about tourism, logistics and supply chain research.

Now the bar is raised and the target of the website is 10,000 views a month!

การจัดการโซ่อุปทาน ในออสเตรเลีย


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีนักวิจัยจากออสเตรเลีย Prof.Amrik Sohal (Monash University) เดินทางมาบรรยายเรื่อง  Managing Supply Chains โดยใช้กรณีศึกษาจากอุตสาหกรรมในประเทศออสเตรเลีย ผมสรุปเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้ครับ

อุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive) 

  • กำลังประสบปัญหาจากการที่ผู้ผลิตได้ย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศ โดยขณะนี้เหลือเพียงสามราย คือ Toyota, Ford และ GM Holden (จากห้าราย) เท่านั้น ทำให้ 1st-tier suppliers ต้องเผชิญกับปัญหาทั้งในเรื่อง Volume ที่ต่ำทำให้ขาด Economies of scale และ
  • อีกทั้งยังต้องเผชิญความกดดันจากผู้ผลิตดังกล่าวในการลดต้นทุนอีกด้วย
  • นอกจากนี้บริษัทผู้ให้บริการโลจิกติกส์ หรือ Third Party Logistics Providers (3PLs) ก็ไม่มีความน่าเชื่อถือมากนักเนื่องจากยังขาดความชำนาญ
  • ผู้ผลิตยานยนต์ดังกล่าวได้ขยายการให้บริการหลังการขายมากขึ้น ทำให้เพิ่มความกดดันไปยัง 1st-tier suppliers เรื่องคุณภาพของสินค้ามากขึ้น
  • แรงงานขาดแคลนในทุกระดับ  (high & not so high skilled)
  • อนาคตของอุตสาหกรรมยังไม่แน่นอน (ผู้ผลิตย้ายฐานการผลิตมากขึ้น?)
  • ความท้าทายเรื่อง Servitisation หรือ บริการภิวัฒน์ ของผู้ผลิตรถยนต์ ในการขยายธุรกิจจากการผลิตไปสู่การให้บริการแก่ลูกค้าเป็นรายบุคคลมากขึ้น
  • ความเข้าใจในผลกระทบของอุตสาหกรรมจากปัจจัยต่างๆ ยังไม่ดีพอ
  • ความช่วยเหลือจากภาครัฐยังมีความจำเป็น โดยเฉพาะด้าน Infrastructure
โซ่อุปทาน อาหารเช้าจากธัญญาพืช หรือ Cereal Supply Chains
  • มีความกังวลด้านต้นทุนขนส่ง และ ระบบขนส่งที่ขาดความเชื่อมโยง ทำให้ต้นทุนสูง และ ระยะเวลาในการขนส่งยาวนาน
  • ระบบรถไฟขาดความเชื่อมโยง ไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างสถานีหลัก Victoria-New South Wales-Queensland
  • ความสัมพันธ์ระหว่าง 2nd-tier suppliers ยังมีน้อย ขาด Collaborations หรือความร่วมมือระหว่างบริษัท
  • ความเชื่อใจระหว่างบริษัท มีความสำคัญในการลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนอันเกิดจากภับธรรมชาติ (ตรงนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นประจำกับโซ่อุปทานสินค้าเกษตรครับ)
  • เสนอแนวทางปรับปรุงโดยการให้ความรู้ และพัฒนาความสามารถในการสื่อสารและทำงานร่วมกันของพนักงาน รวมทั้งการวางกลยุทธ์โซ่อุทาน และพัฒนาการวัดผลการดำเนินงาน

จากการบรรยายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วธุรกิจก็ยังประสบกับปัญหาด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานทั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนของสินค้าเกษตรที่มีค่อนข้างสูง ในทางกลับกันโอกาสที่จะได้รับประโยชน์ของธุรกิจในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศและตัวธุรกิจเองก็มีสูงเช่นกัน

ประเทศไทยของเราเองก็ส่งออกสินค้าเกษตรอย่างมากมาย ดังนั้นโลจิสติกส์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากในการที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC กำลังจะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2558 หรือ ค.ศ. 2015